การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความคาดหวังสูงจากภาคเอกชนที่ต้องการเห็นทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน หลังประเทศเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจีดีพีโตต่ำ และความท้าทายจากสงครามการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย เอกชนจากหลากหลายภาคส่วนต่างพร้อมใจกันออกมาสะท้อนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งเข้ามาดำเนินการ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ไปต่อได้ ข่าวสดจะพาไปดูว่าภาคเอกชนฝาก “การบ้าน” อะไรถึงรัฐบาลใหม่กันบ้าง

❍ สานต่อคนละครึ่งพลัสเฟส 2

เริ่มจาก นายจักร เรืองสินภิญญา กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด กระทุ้งให้เร่งดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านกลไก Fast Pass เพื่อปลดล็อกโครงการลงทุนมูลค่ารวมราว 1.9 ล้านล้านบาท และเร่งสปีดโครงการลงทุนสร้างพื้นฐานในแผน กว่า 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออก การผลิต และกำไรของภาคธุรกิจจดทะเบียนในระยะกลางถึงยาว

ด้าน นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทยย้ำว่าต้องเดินหน้าคนละครึ่งพลัสเฟส 2 กระตุ้นกำลังซื้อภาคประชาชน ขยายฐานร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการที่มีรายได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี และสามารถเป็นนิติบุคคลได้ เพื่อให้ร้านรากหญ้าอย่าง Micro SME ได้เข้าร่วมและจัดเทศกาล-ยกระดับ Street Food/ข้าวแกงไทย เป็น Cultural Food Asset ประกาศเป็นมรดกอาหารของชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของไทย

❍ ปราบคอร์รัปชั่น-ปฏิรูปเศรษฐกิจ

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งขับเคลื่อนงบประมาณการลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่สำคัญเน้นย้ำแนวทาง Zero Corruption จี้ให้แก้ไขปัญหาทุนสีเทาให้สิ้นซาก เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ขณะที่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอให้เร่งมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ผ่านมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว และปราบปรามเศรษฐกิจใต้ดินที่มีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงปัญหาสินค้าราคาถูกไร้คุณภาพที่ไหลเข้ามากระทบอุตสาหกรรมไทยมากถึง 28 กลุ่ม หากไม่แก้ไขอาจทำให้ธุรกิจไทยต้องปิดกิจการ

❍ แก้บาทแข็งพยุงส่งออก

ด้าน หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกมาเปิดเผยผลการสำรวจ (FTI CEO Poll) หรือโพล ส.อ.ท. เดือนม.ค.2569 ภายใต้หัวข้อ ความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมหลังการเลือกตั้ง ปี 2569 โดยระบุว่าผู้บริหาร ส.อ.ท. 80.6% ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหากำลังซื้อภายในที่อ่อนแอจากภาวะหนี้ครัวเรือน ส่วน 71.6% ต้องการให้แก้ปัญหาหนี้ และบาทแข็งค่าและผันผวน

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ต้องการให้ดูแลภาคการส่งออกให้สามารถเติบโตต่อไปได้ท่ามกลางสงครามการค้าแบบแบ่งขั้วทั่วโลก เปิดตลาดการส่งออกใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูง อาทิ อียูอินเดีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รวมทั้งดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งจนฉุดการส่งออกไทย

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ชงให้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ระดับ 89% ต่อจีดีพี ต่อมาตรการภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะหมดอายุในเดือนมิ.ย.นี้

❍ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เสนอให้รัฐบาลใหม่ เร่งผลักดันการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

การแก้ปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นผ่านโครงการ TISA ซึ่งให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวร สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย ทั้งทางตรงและผ่านกองทุน

นายเมทัศน์ รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ทิสโก้ (TISCO ESU) ย้ำว่านโยบายกระตุ้นกำลังซื้อประชาชนโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ยังจำเป็น เพื่อประคองเครื่องยนต์ไม่ให้ดับ คาดว่าจะช่วยเติมจีดีพีปีนี้ได้ 0.15-0.2% จากเป้า 1.6% อาจขยับขึ้นเป็น 1.8% ได้ และเร่งปฏิรูปโครงสร้างการคลัง เพราะเป็นไปได้สูงว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้า หนี้สาธารณะของไทยอาจชนเพดาน 70% ซึ่งอาจกระทบอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

❍ แก้ปัญหาปากท้อง-ดูแลผู้สูงวัย

น.ส.วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ยอมรับว่ารัฐบาลใหม่มีโจทย์ที่ยากรออยู่ จากความผันผวนของปัจจัยภายใน และนอกประเทศ ที่มีความไม่แน่นอนในหลายๆ เรื่อง ส่งผลตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก เห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังซื้อหายไป ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องทำคือ เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และการดูแลรักษาพยาบาลของประชาชน ด้วยประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว เรื่องนี้จึงสำคัญลำดับต้นๆ ที่ต้อง เร่งแก้ไข

❍ สร้างสมดุลห่วงโซ่อุตสาหกรรม

นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กรบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ย้ำว่าผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์คาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อทิศทางนโยบายด้านยานยนต์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค รวมทั้งการเดินหน้าเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าต่างๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นเร่งด่วนคือการพิจารณามาตรการเพื่อรักษาสมดุลของห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะการกำกับดูแลราคาจำหน่ายให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการทุ่มตลาด (price dumping) ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ประกอบการไทยและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว รวมถึงสนับสนุนกลไกที่ช่วยเอื้อต่อการส่งออก และการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรและ startup ในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในตลาดโลก

ข้อเสนอจากภาคเอกชนสะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างการ “ประคองตัว” กับการ “ปฏิรูปครั้งใหญ่” การบ้านที่ถูกส่งถึงรัฐบาลใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงข้อเรียกร้อง แต่เป็นบททดสอบรัฐบาลว่าจะสามารถแปร “ความคาดหวัง” ให้เป็นความจริงที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน