สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) จับมือ กบข. และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับมาตรฐาน ESG ตลาดทุนไทย ตั้งเป้าขยายครอบคลุมทั้งตลาดกว่า 800 บริษัทภายในปี 2572
วันที่ 17 ก.พ. 2569 สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพื่อสนับสนุนให้เป้าหมายด้านแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (Nationally Determined Contribution : NDC) ที่กำหนดขึ้นภายใต้ข้อตกลงปารีส มีความก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ในฐานะตัวแทนบริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมจัดการลงทุนให้ความสำคัญกับประเด็น ESG มาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล (G) ซึ่งที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้ริเริ่มแนวทางความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ เพื่อกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันของบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) ในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับบริษัทจดทะเบียน
ขณะเดียวกันสมาคมฯ เห็นว่าถึงเวลาที่จะยกระดับความสำคัญในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (E) โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนในหมวด ESG มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทยในหมวดดังกล่าวอีกจำนวนมาก
ดังนั้น สมาคมฯ จึงกำหนดแนวทางแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรม พร้อมวางโรดแมปที่ชัดเจนและสามารถติดตามผลได้ โดยตั้งเป้าตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องถึงปีนี้ จะเข้าไปดูแลและมีส่วนร่วมกับบริษัทจดทะเบียนจำนวน 100 บริษัทแรก จากนั้นในช่วงปี 2570-2571 จะขยายความครอบคลุมเป็น 200 บริษัท และตั้งแต่ปี 2572 เป็นต้นไป จะครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาดหลักทรัพย์รวมประมาณ 800 บริษัท
“เดิมทีการให้ความสำคัญจะเน้นเฉพาะหุ้นในหมวด ESG แต่ตามโรดแมปใหม่ สมาคมฯ จะให้ความสำคัญกับหุ้นทุกตัวในตลาด ไม่จำกัดเฉพาะหมวด ESG อีกต่อไป โดยความร่วมมือนี้เกิดจากสมาชิก บลจ. กว่า 20 แห่ง ที่มีความตื่นตัวและร่วมกำหนดกติกาอย่างชัดเจน”
นางชวินดา กล่าวและว่าสำหรับแนวทางปฏิบัติในระยะแรก 100 บริษัทแรก สมาคมฯ จะให้ความสำคัญกับบริษัทที่ยังไม่มีความชัดเจนในการตั้งเป้าหมาย Net Zero โดยจะเข้าไปหารืออย่างสร้างสรรค์ (Positive Engagement) เพื่อสอบถามเหตุผลและสนับสนุนให้บริษัทกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
หากไม่ได้รับคำชี้แจงที่เพียงพอ ก็อาจมีการพิจารณาดำเนินการตามกรอบที่กำหนดไว้ ทั้งนี้พื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน โดยเมื่อกำหนดทิศทางร่วมกันอย่างชัดเจน จะเกิดพลังในการผลักดัน ESG และสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติด้านความยั่งยืนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเร็วขึ้น
อย่างไรก็ดีในฐานะผู้จัดการเงินลงทุน สถาบันมีหน้าที่สำคัญในการดูแลผลประโยชน์ของผู้ลงทุนในระยะยาว จึงต้องประกาศจุดยืนด้าน ESG อย่างชัดเจน โดยสมาคมฯ ตั้งเป้าภายในปี 2574 จะต้องสามารถเปิดเผยพอร์ตการลงทุนได้อย่างโปร่งใสว่า มีสัดส่วนการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิตและการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศอย่างไร

ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่าในฐานะนักลงทุนสถาบันที่ยึดมั่นในหลักการลงทุนอย่างรับผิดชอบ กบข. ให้ความสำคัญกับการบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้าสู่กระบวนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และสร้างมาตรฐานร่วมในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศของตลาดทุนไทย
“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีคำถามจำนวนมากว่า กบข. จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทยหรือไม่ ซึ่งโดยหลักแล้ว กบข. ต้องการลงทุนในประเทศมากที่สุด เพราะเป็นตลาดบ้านเกิด และขนาดกองทุนก็เติบโตขึ้นต่อเนื่อง”
นายทรงพล กล่าวอีกว่า กบข.ได้กำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการคัดกรองที่ชัดเจน หากบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด ก็อาจไม่สามารถเข้าลงทุนได้ ดังนั้น การแสดงจุดยืนในครั้งนี้จึงเป็นการสื่อสารไปยังบริษัทต่าง ๆ ว่า หากดำเนินธุรกิจตามแนวทางที่ให้ความสำคัญต่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงของบริษัทจะลดลง และความเสี่ยงต่อผลตอบแทนของผู้ลงทุนก็จะลดลงตามไปด้วย
เกิดผลลัพธ์แบบวิน-วิน คือบริษัทได้รับเงินลงทุน ขณะที่นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงมากขึ้น ซึ่งกบข.ได้กำหนดนโยบายและเกณฑ์ชัดเจนสำหรับผู้จัดการกองทุน ที่ได้รับมอบหมายให้บริหารเงินลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันการแสดงจุดยืนร่วมกันในครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อตลาดทุนไทย ซึ่งในปีนี้ตลาดเริ่มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น

ทางด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าการบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในตลาดทุน โดยเฉพาะบทบาทเชิงรุกของนักลงทุนสถาบันในการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนลงมือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือนี้สอดคล้องกับบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และดำเนินการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Climate Transition) ได้อย่างเป็นระบบ
ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เครื่องมือ และการเสริมสร้างขีดความสามารถของตลาดทุน เพื่อส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามแนวทางสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพข้อมูลให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน รวมถึงติดตามความคืบหน้าของบริษัทจดทะเบียนได้จริง
“การที่นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ของประเทศออกมาแสดงจุดยืนร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณสำคัญ โดยตลาดหลักทรัพย์ในฐานะศูนย์กลางของตลาดทุน พร้อมสนับสนุนทุกภาคส่วน”
โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ได้พัฒนาโครงการและเครื่องมือสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังของนักลงทุนต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวอย่างมาก
นายอัสสเดช กล่าวว่าปัจจุบัน บริษัทจดทะเบียนไทยมีจำนวนมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก เช่น Dow Jones Sustainability Index และ MSCI Sustainability Index สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทุนไทยมีบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นต้นแบบด้านความยั่งยืน และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กได้
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังได้ลงทุนพัฒนาระบบและโครงสร้างพื้นฐานด้านคาร์บอน เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้บริษัทจดทะเบียนและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน สามารถคำนวณและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สะดวก ถูกต้อง และมีต้นทุนที่เหมาะสม เนื่องจากตระหนักว่าบุคลากรด้านนี้ในไทยยังมีข้อจำกัด ด้านการใช้เทคโนโลยีและระบบกลางจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน
อยางไรก็ดีในปีหน้า ตลาดหลักทรัพย์เตรียมใช้เกณฑ์การจัดอันดับด้านความยั่งยืนของไทย (SET ESG Rating) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งได้เตรียมความพร้อมมาแล้ว 2-3 ปี เพื่อให้การจัดอันดับได้รับการยอมรับจากนักลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับ ESG Rating อย่างมาก การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและการกระจายเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทย