GULF รับรู้ Core Profit ปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 28,776 ล้านบาท โต 33% ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 10-15% เตรียออกหุ้นกู้ 3–3.5 หมื่นล้านบาทมี.ค.นี้

น.ส.ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 135,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน 124,622 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) 28,776 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 33% จาก 21,572 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ (net profit) อยู่ที่ 86,562 ล้านบาท

โดยบริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 53,866 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนอยู่ที่ 43,237 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ (net profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เท่ากับ 86,562 ล้านบาท

ณ วันที่ 31 ธ.ค.2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 773,810 ล้านบาท หนี้สินรวม 407,911 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 365,899 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 0.85 เท่า

“สำหรับปี 2569 บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้นประมาณ 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ของโครงการโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติมรวมประมาณ 695 เมกะวัตต์“

ประกอบด้วย
โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการ solar farms 4 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 321 เมกะวัตต์ และโครงการ solar BESS 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 302 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพ.ค.2569

โครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 63 เมกะวัตต์ ในปีนี้ ส่วนผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐ มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก data center เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทยอยปลดระวางลง โดยค่า Capacity Payment จะปรับเพิ่มขึ้นอีกในช่วงกลางปี 2569 จาก 270 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน

ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน
โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี (M81) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) มีกำหนดเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/2569

ธุรกิจทรัพยากร
ในปี 2569 มีแผนขยายการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าของบริษัท ช่วยเพิ่มรายได้จาก shipper fee ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization ขณะที่สถานีรับ–จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG terminal) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2572

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลรับจาก AIS ที่เพิ่มขึ้น ตามผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G การเพิ่มขึ้นของ ARPU และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนการใช้คลื่นความถี่ที่ลดลงภายหลังจากการชนะการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz

ธุรกิจศูนย์ข้อมูลและคลาวด์
นับเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในปี 2569 โดยจะเป็นปีแรกที่บริษัทรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์ โครงการ GSA02 ซึ่งมีขนาด 38 เมกะวัตต์ และโครงการ GSA03 ซึ่งมีขนาดกำลังการให้บริการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570

“บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการศูนย์ข้อมูลมากกว่า 500 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ในส่วนของธุรกิจคลาวด์ ภายหลังจากความร่วมมือกับ Google เพื่อดำเนินธุรกิจการให้บริการระบบคลาวด์ Google Distributed Cloud air-gapped แล้ว”

ภายใต้ข้อตกลง Strategic Framework Agreement เพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชั่นด้าน AI ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มบริษัทฯ สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันที่รองรับทั้งลูกค้าองค์กร (B2B)

อาทิ ภาคการเงิน การแพทย์ โทรคมนาคม และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ตลอดจนการยกระดับกระบวนการดำเนินงานภายในด้วยเทคโนโลยี Agentic AI สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Sovereign Cloud สำหรับภาครัฐ ระบบธนาคารไร้สาขา (Virtual Banking) และการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายโทรคมนาคม ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทในระยะยาว

น.ส.ยุพาพิน กล่าวว่า บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้วงเงินรวมประมาณ 30,000–35,000 ล้านบาทในเดือนมี.ค.นี้ โดยจะเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน ตลอดจนรองรับการขยายธุรกิจของบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน