ส.อ.ท.เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค.เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 88.7 ชงรัฐบาลต่อมาตรการ BOI แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เดินหน้าคนละครึ่งพลัส ไร้คอร์รัปชัน เศรษฐกิจโตกว่า 3%

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนม.ค.2569 อยู่ที่ระดับ 88.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 88.2 สะท้อนถึงสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัย

โดยภาคอุตสาหกรรมได้กลับมาดำเนินกิจกรรมการผลิตตามปกติ ภายหลังวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ อาทิ การเปิดเส้นทางบินตรงและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ ยังมีส่วนช่วยกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมจำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ยังช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเพิ่มอุปสงค์ในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

อีกทั้งกิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อาทิ การจัดพิมพ์ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง และกิจกรรมรณรงค์ของพรรคการเมือง

สถานการณ์ความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีแนวโน้มคลี่คลาย จากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา ช่วยให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่พื้นที่และเอื้อต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ

“ปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือเรื่องการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงวันที่ 23 ม.ค.2569 มีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 21% ต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนม.ค.2569 ที่กำหนดไว้ที่ 26% อาจส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้า”

ขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และความล่าช้าในการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานยังส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ว่างงานกว่า 208,404 ราย

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่อยู่ในระดับสูง ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและสุขภาพของประชาชน การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศชะลอลง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ

ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 เพิ่มขึ้นครั้งก่อนคาดการณ์อยู่ที่ระดับ 95.7 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยว ในเทศกาลสงกรานต์ ที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และของฝาก การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในภาพรวม

ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการค้าโลกและเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกไปจนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ เสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่โล่ง ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ขอให้ภาครัฐเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI แก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและลดต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย

นายนาวา กล่าวเพิ่มเติมว่า ส.อ.ท.ยังคงติดตามการแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างระดมความคิดเห็นร่วมกับภาครัฐ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือมากขึ้น นอกเหนือจากที่รัฐบาลได้รับข้อเสนอไปดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เอสเอ็มอี ผ่านธนาคารออมสิน วงเงิน 1 แสนล้านบาทก่อนหน้านี้

“เราอยากให้ดูแลเอสเอ็มอีที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก เหมือนเจอพายุฝนมา แต่ธนาคารพาณิชย์หุบร่ม ทำให้เอสเอ็มอีสู้กับพายุฝนไม่ได้ คาดว่าแนวทางการช่วยเหลือเพิ่มเติมจะมีความชัดเจนในรัฐบาลชุดนี้”

ส่วนโครงการคนละครึ่ง พลัส มองว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นได้จากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หรือ สศช. แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 โตถึง 2.5% จากเดิมคาดว่าจะโต 1% ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่เข้ามาเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัสต่อ ก็น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจต่อเนื่อง

นายนาวา กล่าวอีกว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนเพียงพอหรือไม่ ก็เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะต้องทำควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง และระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 16 ล้านล้านบาท การที่รัฐบาลมีแนวคิดสร้างสมดุลรายรับกับรายจ่ายเชื่อว่าจะปลดล็อกปัญหา”

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท.ยังสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินนโยบายค้าขายระหว่างประเทศ เพราะไทยยังพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก เพื่อเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้โตได้ 3% ตามที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังคงทำงานใกล้ชิดกับเอกชน ผ่านคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นก่อนหน้านี้ โดยมีการับฟังเสียงความคิดเห็นเหมือนที่ผ่านมา ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 3% ถ้าไม่เกิดวิกฤตทางการเมืองอื่นๆ และเศรษฐกิจจะโตได้กว่า 3% ก็ยิ่งไม่ยาก หากคอร์รัปชันในไทยเป็นศูนย์เช่นกัน ภายใต้การนำของรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะจัดตั้งแล้วเสร็จและเริ่มทำงานได้ไม่เกินกลางเดือนมิ.ย.นี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน