เมืองไทย แคปปิตอล กำไรสุทธิ 6,723 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 2569 พอร์ตสินเชื่อโต 10-15% มั่นใจคุม NPL ได้ตามเป้า พร้อมอนุมัติจ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.29 บาท/หุ้น
นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 พอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 183,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.56% รายได้รวม 8,057 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.83% กำไรสุทธิ 1,781 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.47% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และสามารถควบคุมคุณภาพหนี้เสีย (NPL) ไว้ที่ 2.53%
สำหรับปี 2568 ผลการดำเนินงานพอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 183,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.56% มีรายได้รวม 30,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.17% และกำไรสุทธิ 6,723 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.59% สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ระดับ 3.48 ในทิศทางที่ดีขึ้น และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
(Coverage ratio) อยู่ที่ 142.99% สะท้อนการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายปันผลเป็นเงินสดจากงวดผลการดำเนินงานในปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.2568) ในอัตรา 0.29 บาท/หุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 28 เม.ย.2569 และจ่ายปันผลวันที่ 15 พ.ค.2569
“ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันรายได้และกำไรในไตรมาส 4/2568 และภาพรวมทั้งปีเติบโตตามแผนงานที่วางไว้มาจากการเติบโตของสินเชื่อที่มีหลักประกันควบคู่กับการขยายสาขาต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดปล่อยสินเชื่อขยายตัวได้มากขึ้น”
ปัจจุบัน MTC ได้เปิดสาขาเพิ่มขึ้น 502 สาขา จากสิ้นปีก่อน รวมทั้งสิ้นเป็น 8,673 สาขา ณ สิ้นเดือนธ.ค.2568 ส่วนในปี 2569 มีแผนเปิดสาขาใหม่ 400 สาขา เพื่อรองรับดีมานด์ลูกค้าที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งบริษัทยังคงมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้ให้บริการไมโครไฟแนนซ์ในมาตรฐานระดับโลก โดยเน้นจุดแข็งด้านความยั่งยืนทางธุรกิจ สร้างความเท่าเทียมทางการเงินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
นายปริทัศน์ กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อเติบโต 10-15% เพราะธุรกิจมีแนวทางทำตลาด เพื่อส่งเสริมยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ในกลุ่มต่างๆ ให้มากขึ้น มุ่งให้ความสำคัญกับการเข้าถึงสินเชื่อให้กับลูกค้าให้กว้างขึ้น
ทั้งนี้ รูปแบบในปี 2569 จะไม่ได้มีการเปิดสาขาในอัตราที่สูงดังเช่นที่ผ่านมา (เดิมขยายสาขาปีละประมาณ 600 สาขา) เพราะปัจจุบันสาขาของธุรกิจกระจายอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพค่อนข้างครอบคลุมแล้ว จากเดิมที่มีจำนวน 8,171 สาขา ณ สิ้นปี 2567
“ปีนี้จึงจะมีการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยทำตลาดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพิ่มเติม ช่วยผลักดันศักยภาพการบริการให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่กับการพิจารณาลูกค้าที่มีศักยภาพ เพื่อควบคุม NPL ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด สนับสนุนภาพรวมธุรกิจให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้”