กรมประมง ชูศักยภาพ ‘ปลานิล’ จากปลาพระราชทาน สู่สัตว์น้ำจืดยอดนิยม สร้างอาหาร สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยมูลค่าเฉียด 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่ากรมได้ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สมาคมปลานิลไทย และภาคเอกชน เตรียมจัดงาน “60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชนชาวไทย” ในระหว่างวันที่ 13-17 มี.ค.2569 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จังหวัดปทุมธานี

ทั้งนี้ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระราชทาน “ปลานิล” ในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลานิลให้เป็นรากฐานความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป เพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพดีและสร้างอาชีพแก่พสกนิกรชาวไทย ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี

ที่ผ่านมา กรมได้สนับสนุนงานวิจัยในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ปลานิลเรื่อยมา เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเข้าถึงสัตว์น้ำพันธุ์ดี มีคุณภาพ ให้ผลผลิตและอัตราการรอดตายสูง สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการลดต้นทุนการเลี้ยง ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยง และส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายอย่างครบวงจร

ปัจจุบันมีพันธุ์ปลานิลและปลานิลแดงที่ผ่านการปรับปรุงและกระจายพันธุ์สู่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ได้แก่ จิตรลดา 3 จิตรลดา 4 เร้ด 1 เร้ด 2 และปทุมธานี 1 ทั้งยังมีปลานิลที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์โดยภาคเอกชนด้วย

นางฐิติพร กล่าวว่า จากสถิติของกรมประมง ปี 2568 (ข้อมูล ณ 29 ธันวาคม 2568) พบว่า ประเทศไทยมีฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงปลานิล 339,489 ฟาร์ม ผลผลิตรวม 273,169 ตัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 13,612 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตปลานิลส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศถึง 98% และส่งออกเล็กน้อยเพียง 2% สำหรับการส่งออกในปี 2568 มีปริมาณ 4,844.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 301.2 ล้านบาท

โดยรูปแบบสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ปลานิลสดแช่แข็ง รองลงมา คือ ปลานิลสดแช่เย็น เนื้อปลานิลแช่แข็ง และปลานิลมีชีวิต ตามลำดับ โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไต้หวัน

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของปลานิลว่า ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคของคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน