เซ็นทรัลพัฒนา นิวไฮ 3 ปีซ้อน! รายได้-กำไรสุทธิ-ปันผล-ทราฟฟิก ปี 68 โตสูงสุดเป็นประวัติการณ์
วันทึ่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า ผลประกอบการปี 2568 เติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ มีรายได้ 53,009 ล้านบาท กำไรสุทธิสูงถึง 18,841 ล้านบาท โดยเตรียมปันผลสูงสุดหุ้นละ 2.40 บาท/หุ้น
“จากผลประกอบการปี 2568 ที่เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งรายได้ กำไรสุทธิ และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น สะท้อนชัดเจนว่าโมเดล Retail-Led Mixed-Use Development คือรากฐานสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีก ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนธุรกิจอื่นๆ เชื่อมโยงที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม เป็น The Ecosystem for All ที่มั่นคงและยั่งยืน”

วัลยา จิราธิวัฒน์
นอกจากนี้ การเปิดศูนย์การค้าใหม่อย่างเซ็นทรัล พาร์ค แลนด์มาร์กระดับโลก รวมถึงเซ็นทรัล กระบี่ มิกซ์ยูสแห่งแรกของจังหวัด ต้นแบบศูนย์การค้ายั่งยืนแห่งแรกของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี ยังช่วยเสริมศักยภาพของพอร์ตธุรกิจค้าปลีก
และตอกย้ำบทบาทเซ็นทรัลพัฒนาในการเป็นแพลตฟอร์มการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คน เมือง และโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
น.ส.นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินการบัญชี และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงาน บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า ผลประกอบการใน ปี 2568 ของบริษัท เติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ
ทั้งศูนย์การค้า โครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ โดยบริษัทได้รายงานงบการเงินปี 2568 มีรายได้รวมที่ 53,009 ล้านบาท กำไรสุทธิ 18,841 ล้านบาท เติบโต 13% จากปีก่อนหน้า

นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์
“จากผลประกอบการดังกล่าว สร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น พร้อมประกาศจ่ายปันผลสูงสุดหุ้นละ 2.40 บาทต่อหุ้น* หรือคิดเป็นอัตราส่วนการจ่ายปันผลที่ 57% โดยบริษัทมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง และยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผน เพื่อสร้างการเติบโตและผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น
ภายใต้วินัยทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างคุณค่าให้กับ Stakeholders ทุกฝ่าย” (*ตัวเลขเพื่อนำเสนอและรอการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น) เติบโต New High ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ขับเคลื่อนโดย Retail-Led Mixed-Use Development”
ค้าปลีก (Retail) หัวใจสำคัญและความเชี่ยวชาญหลัก ได้รับการยอมรับเป็นผู้นำอันดับ 1 ในวงการค้าปลีก ด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปี สร้าง Impact ด้วยปรากฏการณ์ระดับโลกในทุกมิติ ทั้งการรวบรวมพันธมิตรชั้นนำมากกว่า 18,000 ร้านค้า โดยกว่า 80% ของแบรนด์ระดับโลก ที่ขยายตลาดครั้งแรกในไทย เลือกเปิดสาขา First Time in Thailand กับเซ็นทรัลพัฒนา
และสามารถสร้างยอดขายในระดับ Top Rank ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเปิดศูนย์การค้าใหม่ 2 แห่งในปีนี้ ได้แก่ เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งสามารถดึงดูดทราฟฟิกสูงถึง 70,000 คนต่อวันในวันทำงาน และพุ่งสูงแตะ 100,000 คนในวันหยุดสุดสัปดาห์
ขณะที่ เซ็นทรัล กระบี่ ท็อปฟอร์มระดับประเทศ กวาดทราฟฟิกเฉพาะวันแรกถึง 40,000 คน ด้านโครงการ Transformation ทั้ง เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต กระแสตอบรับถล่มทลาย
ตอกย้ำการเป็นศูนย์การค้าบนทำเลศักยภาพสูงของไทย และสร้างสถิติจำนวนผู้มาใช้บริการที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศกว่า 510 ล้านครั้งต่อปี พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเยือนสูงถึง 70 ล้านครั้งต่อปี
นอกจากนี้ ยังสร้างทราฟฟิกต่อเนื่อง ย้ำ No.1 Festive Destination โดยเฉพาะโค้งสุดท้ายของปีอย่างแคมเปญยิ่งใหญ่ระดับโลกกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Walt Disney และงาน Countdown ระดับโลก Times Square of Asia
และทุกเทศกาลที่จัดขึ้นทั่วประเทศ กลายเป็น proof point สำคัญที่สะท้อนศักยภาพของการเป็น Destination ในทุกมิติ รองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ดึงดูดทราฟฟิกมหาศาล ส่งผลให้ทราฟฟิกทั้งพอร์ตและยอดขายร้านค้าเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกิจอื่นๆ ใน Ecosystem เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจศูนย์การค้า ประกอบด้วย ธุรกิจที่อยู่อาศัย ยอดขายคอนโดมิเนียม Escent นครสวรรค์ กว่า 80% และนครปฐม กว่า 95%, อาคารสำนักงาน ออฟฟิศติดศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ออฟฟิศ Grade A ตอบโจทย์การใช้ชีวิตครบวงจรที่สุด และ 11 อาคารรอบกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนทำเล Prime Area
และโรงแรม เดินเกมรุกตลาดโรงแรมคุณภาพ ราคาจับต้องได้: นำโดย GO Hotel ที่เดินหน้าขยายต่อเนื่อง ตั้งเป้ามี 25 แห่ง ภายใน 5 ปี พร้อมสาขาใหม่ล่าสุด GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต โรงแรมแฟล็กชิพแห่งใหม่และใหญ่ที่สุดของแบรนด์ รวมถึง Hilton Garden Inn Rayong แบรนด์ใหม่ล่าสุดที่ประสบความสำเร็จ ได้รับกระแสตอบรับดีจากทั้งกลุ่มลูกค้า Corporate และนักท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยซึ่งกลับมาขยายตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2568 หลังจากชะลอตัวลงในไตรมาส 3/2568 อันเป็นผลจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ดำเนินการระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ควบคู่กับการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีส่วนช่วยหนุนการบริโภคภายในประเทศ
และกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยมาตรการสำคัญประกอบด้วยโครงการคนละครึ่ง พลัสซึ่งเป็นมาตรการร่วมจ่าย และมาตรการเที่ยวดีมีคืน ที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวภายในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท ครอบคลุมทั้งค่าที่พักและร้านอาหาร รวมถึงร้านอาหารนอกโรงแรม