ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จ่อปรับเพิ่มจีดีพีปี 69 โต 1.9% ลุยออกมาตรการสกัดทุนเทา-บาทแข็ง พร้อมอยู่ระหว่างพูดคุยกับแบงก์ เตรียมปรับปรุงค่าธรรมเนียมการใช้บริการธุรกรรมของธนาคาร เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีความหลากหลายและอยากจะทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัญหาของไทยวันนี้ คือ เศรษฐกิจโตต่ำ จากปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องใช้เวลาแก้ เพราะหากไม่ทำอะไรเลยการเติบโตจะอยู่อย่างนี้ไปอีก 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี เนื่องจากไทยอยู่ในจุดที่มีหนี้ครัวเรือนสูง 86-87% แม้จะลดลงจาก 92% จากจีดีพีที่ขยายตัวได้เล็กน้อย
แต่หากดูจำนวนหนี้เสียแล้วพบว่าไม่ลดลงเลย โดยอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท และสินเชื่อรวมหดตัว 6 ไตรมาสติดต่อกัน ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส จึงต้องออกมาตรการแก้ปัญหาเพื่อช่วยบรรเทา
อย่างไรก็ดี ไทยยังมีข้อดี คือ ยอดการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท สูงในรอบหลายปี และเป็นการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็น Advance Economy ขณะที่ไทยจะต่อยอดได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ลงทุนวูบเดียวแล้วหายไป และการบริโภคที่ยังขยายตัวดี
แต่ทั้งนี้ก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะอยู่ยาว 4 ปี เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้มีความต่อเนื่อง หรือภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าจำนวนจะปรับลดลงไม่ดีเท่าในอดีต แต่ยังมีคุณภาพ ส่งผลให้จีดีพีไตรมาสที่ 4/2568 ขยายตัว 2.5% ทั้งปี 2.4% และปี 2569 เดิมคาดการณ์ว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 1.5% แต่คาดว่าจะปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.9% ได้
“มองว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจโตต่ำลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยโต 8% ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 1.9% ในปีนี้ แม้ว่าเสถียรภาพในขณะนี้จะอยู่ในเกณฑ์ดีมากและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่หากเศรษฐกิจไม่โต ประชาชนก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้น บทบาทของธปท.จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเสถียรภาพแต่เพียงอย่างเดียว”
นายวิทัย กล่าวและว่าหากดูศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.7% แต่โจทย์สำคัญ คือ การผลักดันให้จีดีพีที่คาดการณ์ไว้ 1.9% ขึ้นไปแตะระดับศักยภาพที่ 2.7% ดังนั้น สิ่งที่สำคัญต้องมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อขยายศักยภาพให้สูงขึ้นเป็น 3.5% หรือ 4% ซึ่งการไปสู่ระดับนั้นได้ต้องอาศัยการลงทุนใหม่ๆ
ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และต้องยอมรับความเป็นจริงว่า การทำมาตรการระยะสั้นก็จำเป็น และมาตรการระยะยาวก็ต้องทำ เพราะสำคัญทั้งคู่ โดยธปท.พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้เศรษฐกิจปรับดีขึ้น
ทำให้ธปท.จะต้องปรับบทบาท ซึ่งจากเดิมใช้นโยบายการเงิน คือ ดอกเบี้ย เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เงินเฟ้อ และความแข็งแรงของระบบการเงินและระบบชำระเงิน ธปท.จึงขยายบทบาทเป็น “Target Policy” หรือ “มาตรการเฉพาะจุด”
เพราะต้องยอมรับความจริงว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องของผลิตภาพ (Productivity) หรือสังคมสูงวัย แต่อาจจะช่วยลดภาระหนี้ได้บ้าง แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ จึงต้องออกมาตรการเฉพาะจุดในการแก้ไข
โดยธปท.ได้ทำมาตรการ 4 เรื่อง คือ
1.การแก้หนี้เสียเอ็นพีแอลที่ต่ำ 1 แสนบาท โดยโอนหนี้จากธนาคารพาณิชย์ ให้ บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (SAM) และปรับ SAM เป็น Social AMC ซึ่งกระบวนการโอนหนี้เสร็จแล้วเมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา และปัจจุบัน SAM ได้ลงระบบติดตามหนี้ (Collection) เสร็จเมื่อเดือนก.พ. และกำลังเริ่มเชิญชวนคนเข้าโครงการ ซึ่งจากการโอนหนี้จำนวน 1.1 ล้านราย คาดว่าจะมีคนเข้าโครงการได้ 30-50% หรือแก้หนี้สำเร็จ 3-5 แสนราย
2.โครงการ SME Credit Boost ซึ่งจะเข้ามาช่วยการแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 14 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนทางเครดิต (Credit Cost) ที่สูง ธปท.จึงตั้งกองทุนปล่อยสินเชื่อ 1 แสนล้านบาท ซึ่งในวันที่ 24 ก.พ.นี้ เพิ่งมีข้อตกลงเซ็นสัญญาและรายละเอียดหลักเกณฑ์ต่างๆ แล้วเสร็จ ขณะเดียวกัน ธปท.อยู่ระหว่างออกอีก 1 โครงการเกี่ยวกับเอสเอ็มอี โดยคาดว่าจะชัดเจนภายใน 2-3 เดือนนี้
3.การกำกับเรื่องของธุรกรรมทองคำ โดยเฉพาะธุรกรรมเทรดหรือซื้อขายทองคำสกุลเงินบาทผ่านแอปพลิเคชั่น แม้ว่าเงินบาทแข็งค่า จะมาจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า และเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร แต่ธุรกรรมเทรดทองคำเข้ามาเป็นส่วนเสริม (Amplify) ทำให้เงินบาทแข็งค่า เช่น ราคาทองคำขึ้น เกิดแรงขายดอลลาร์ และซื้อเงินบาท ทำให้เงินบาทแข็งค่า รวมถึงช่วยสกัดทุนเทาด้วย
ทั้งนี้ เกณฑ์การกำกับธุรกรรมทองคำ หากมีธุรกรรมการซื้อขายเกินวันละ 20 ล้านบาท จะต้องมีการรายงานมายังธปท. และมีการจำกัดการซื้อขายเกิน 50 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากมีความจำเป็นธปท.อาจจะมีปรับยอดธุรกรรมจาก 50 ล้านบาท เหลือ 30 ล้านบาทได้
ตลอดจนให้สถาบันการเงินรายงานการเก็บทองคำไว้ในแอปพลิเคชั่นไว้เท่าไร จะต้องมีการรายงานให้หมด และหากมีการซื้อทองที่เป็น Physical หรือทองคำที่ร้านทอง หากเกิน 2 กิโลกรัม จะต้องมีรายงานเช่นกัน โดยธปท.ตามเรื่องทุนเทาทุกเรื่อง
4.ธุรกรรมกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) มองว่า อาจเป็นช่องทางโอน-รับเงินไม่พึ่งประสงค์ โดยธปท.จะมีคำสั่งภายในสัปดาห์หน้า ให้จัดทำ Profiling ของลูกค้า โดยจำกัดการทำธุรกรรมรายเล็ก 3 หมื่นบาท และรายใหญ่ไม่เกิน 5 หมื่นบาท ซึ่งในอดีตมีธุรกรรมการโอนเงินผ่าน e-Money แบบอู้ฟู่จะไม่สามารถทำได้แล้ว
รวมถึงการแลกเงินดอลลาร์เกิน 8 แสนบาท และบริเวณชายแดน 2 แสนบาท และมาตรการเงินเข้า 2 แสนดอลลาร์จะต้องรายงาน
ขณะที่ธุรกรรมเงินสด ธปท.ให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมเบิกเงินสดต้องสงสัย และในช่วงเลือกตั้งรายงานธุรกรรมต้องสงสัยให้ธปท. ซึ่งธปท.จะส่งข้อมูลให้กับปปง.และก.ล.ต. เพื่อป้องปราบการเบิกเงินสดที่ต้องสงสัย และสิ่งที่ทำต่อจากนี้ ภายในต้นเดือนหรือกลางเดือนมีนาคม ธปท.จะมีการออกเกณฑ์การเบิกเงินสดมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท จะต้องทำการตรวจสอบ (Due Diligence) ลูกค้าว่าจะนำเงินไปทำอะไร
หากไม่สามารถชี้แจงได้สถาบันการเงินอาจจะมีข้อจำกัดในการบริการได้ และในระยะต่อไป จะขยายไปยังธุรกรรม “ฝากเงิน” เกิน 5 ล้านบาท เช่นเดียวกัน แต่จะพิจารณาผลกระทบจากมาตรการเลิกถอนเงินสดก่อน รวมถึงการพิจารณาปรับลดวงเงินการเบิกถอนเงินสดลงมาอยู่ที่ 3 ล้านบาทในระยะถัดไป
5.การปรับปรุงค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน ธปท.อยู่ระหว่างการพูดคุยกับสถาบันการเงิน เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีความหลากหลายและไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนหรือบางธุรกรรมเก็บสูงกว่าต้นทุนมาก จึงอยากจะทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
โดยจะมี 2 เรื่อง คือ 1.Transaction Fee เช่น การโอนเงินผ่านระบบบาทเนตที่ราคายังสูง การถอนหรือฝากเงินข้ามเขต การเรียกเก็บเช็คข้ามเขต และการขอ Statement บางแห่งเก็บ 100 บาท หรือ 200 บาทต่อบัญชี ซึ่งไม่มีมาตรฐาน และ 2.ค่าธรรมเนียมในส่วนของสินเชื่อ เช่น Front end Fee ที่มีการเก็บไม่เท่ากันตั้งแต่ 1-4% หรือการคิดค่าชำระเงินล่วงหน้า (Pre-Payment) เป็นต้น
“ธปท.จะทำเรื่องค่าธรรมนเนียมอย่างแน่นอน เพื่อกำหนดมาตรฐาน ซึ่งเบื้องต้นจะเข้าไปดูค่าธรรมเนียมก่อน 10-15 รายการ บางแห่งคิดราคาต่อบัญชีสูงเกินจริง การปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมนี้จะช่วยลดภาระให้กับประชาชนและรายย่อยได้อย่างยั่งยืน คาดว่าจะใช้เวลาภายใน 2-3 เดือน น่าจะมีความชัดเจนได้” นายวิทัย กล่าวในที่สุด