20 ก.พ. 2569 ศาลสูงสหรัฐสั่งเพิกถอนภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ชี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐใช้อำนาจเกินกรอบกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ IEEPA(International Emergency Economic Powers Act) ทรัมป์โต้ทันควัน งัดมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ( Trade Act of 1974) เก็บภาษีนำเข้า 15% เท่ากันทั่วโลก มีผล 24 ก.พ. ใช้ได้ชั่วคราว 150 วัน
เกมภาษีพลิกทันทีประเทศที่เคยโดนเก็บภาษีสูงเกิน 15% ภายใต้ภาษี IEEPA กลายมาเป็นผู้ได้ประโยชน์ เช่น ไทย จีน บราซิล แคนาดา เม็กซิโก ใครเคยถูกเก็บต่ำกว่า 15% กลับเป็นเสียประโยชน์ เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย
• มาตรการภาษีทรัมป์ยังไม่จบ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าในระยะสั้น 150 วันไทยได้ประโยชน์ เพราะภาษีนำเข้าถูกลง 4% ลดจาก 19% เหลือ 15% ตลาดสินค้า และตลาดทุนไทยถูกตอบรับในเชิงบวกมากขึ้น สะท้อนจากเม็ดเงินที่เริ่มไหลเข้า และดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวทะลุ 1,500 จุด ด้านการค้าก็มีมุมมองเชิงบวก เพราะทุกประเทศทั่วโลกกลับมาใช้อัตราภาษีเท่ากันหมดที่ 15% ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันกลับมาเท่าเทียม
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่าระยะสั้นไทยได้ประโยชน์จริง แต่ในระยะยาวยังเสี่ยงเชื่อว่าสหรัฐจะงัดมาตรการอื่นๆ มาตอบโต้ไทยและโลกต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรา 232 แห่งพระราชบัญญัติการขยายการค้า ปี ค.ศ.1962( Trade Expansion Act 1962) ที่อ้างเหตุความมั่นคงแห่งชาติ ดังที่สหรัฐใช้กับกลุ่มสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วน เซมิคอนดักเตอร์บางรายการ ไปก่อนหน้านี้, มาตรา 301 ภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1974( Trade Act 1974) ที่ใช้ตอบโต้ กรณีการค้าที่ไม่เป็นธรรม
มาตรา 338 ภายใต้ Trade Act 1930 ที่ใช้เล่นงานประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อการค้าสหรัฐ รวมไปถึงมาตรา 203 แห่งพระราชบัญญัติภาษีศุลกากร ปี ค.ศ.1930 (Tariff act of 1930) ที่เปิดทางให้ใช้มาตรการ Safeguard ปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นในปริมาณมาก
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ต้องจับตาว่าสหรัฐจะหันไปเก็บภาษีสินค้าชนิดใดมากขึ้น และติดตามดูด้วยว่าความเข้มข้นของการใช้มาตรการตรวจสอบเรื่องสินค้าถิ่นกำเนิด (Local Content) และสินค้าในภูมิภาค (Regional Value Content) หรือ RVC อาจจะเป็นมาตรการที่มีการบังคับใช้กับสินค้าที่จะส่งไปยังสหรัฐมากขึ้น
• ไทยตกเป็นเป้าถูกตอบโต้มากขึ้น
ชัดเจนแล้วว่าศึกภาษีทรัมป์ยก 2 เพิ่งเปิดฉาก และไทยอาจเผชิญแรงตอบโต้ที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม สะท้อนได้จากความเห็นของนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทยที่ระบุว่าศึกภาษีรอบใหม่จะรุนแรงมากขึ้น เพราะสหรัฐยังไม่บรรลุการแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า แม้ว่าจะเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้ามาครบ 1 ปี สิ้นปี 2568 ยังคงขาดดุลการค้าสินค้า 1,328 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1,295 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2567
“ไทยกลายเป็นเป้าหมายหลักอีกครั้ง เมื่ออันดับการเกินดุลสหรัฐปรับจากอันดับ 11 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 7 ของโลก โดยล่าสุดสหรัฐขาดดุลไทยเพิ่มขึ้น 58 % จาก 45.4 พันล้านดอลลาร์ เป็น 71.8 พันล้านดอลลาร์ ทางรอดของไทยคือการเร่งลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐจาก 20% ให้เหลือประมาณ 10% และใช้จังหวะนี้เปิดตลาดใหม่ๆ ทดแทน เพราะนโยบายภาษียังผันผวนและไม่แน่นอนสูง”
• ห่วงลงทุนสะดุด-สินค้าจีนทะลัก
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทยออกมาเตือนสติรัฐบาลไทยว่า อย่าเพิ่งดีใจว่าสงครามการค้าจบลง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของ “ความไม่แน่นอน” ระลอกใหม่ที่ไทยต้องตั้งรับให้ดี สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ภาษี แต่คือ “ความไม่แน่นอน” นักลงทุนต่างชาติที่จะย้ายฐานจากจีนมาไทยเพื่อหนีภาษี (China Plus One) อาจเริ่ม “Wait and See” เพราะไม่รู้ว่ากติกาการค้าสหรัฐในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อาจทำให้เงินลงทุนจากต่างชาติสะดุดหยุดลง ฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และไทยจะกลายเป็นถังขยะระบายของ สินค้าราคาถูกจากจีนที่ถูกเก็บภาษีสูงจากสหรัฐจะไหลบ่าเข้ามาดัมพ์ตลาดในไทยมากขึ้น
นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน แสดงความกังวลว่านโยบายการค้าที่ไม่แน่นอนของสหรัฐ อาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์ผันผวนสูง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
• เร่งทำเอฟทีเอลดความเสี่ยง
ภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้เล่นตัวจริงในสนามการค้าอย่าง นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่าคำตัดสินดังกล่าว เป็นแค่ข่าวดีชั่วคราว เชื่อว่าทรัมป์จะออกมาตรการเชิงรุกแบบคาดไม่ถึงออกมาอีก ที่ต้องจับตาคือ มาตรา 301 เรื่องการค้าไม่เป็นธรรม ซึ่งสหรัฐอาจจะหยิกแผลเก่าไทย ประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การบิดเบือนค่าเงินประเทศไทยยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองขึ้นมากล่าวอ้างได้
“อยากให้รัฐบาลเร่งทำ 3 เรื่อง เร่งเจรจากับสหรัฐ ให้ได้ข้อสรุปภายในกรอบเวลา 150 วัน สอง เร่งขยายตลาดใหม่ผ่านการผลักดัน FTA ที่ค้างอยู่ และสาม ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะ SME จากการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกที่อาจทะลักเข้ามาเมื่อโครงสร้างภาษีโลกเปลี่ยน”
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ย้ำว่า สงครามภาษีสหรัฐยังไม่สิ้นสุด เพราะฝ่ายบริหารยังมีเครื่องมืออื่นๆ ในการออกมาตรการทางการค้าใหม่ๆ อีกมาก ดังนั้นภาคเอกชนได้ปรับตัวด้วยการพยายามกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่น หาซัพพลายเชนใหม่ๆ ปรับตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก เร่งลดต้นทุน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าและบริการของไทย
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยให้มุมมองว่าการยกเลิกภาษีตอบโต้เป็นสัญญาณบวกในเชิงกฎหมายและหลักนิติธรรม แต่ต้องไม่ประมาท เพราะสหรัฐยังมีทางเลือกเชิงนโยบายอีกมาก ดังนั้นเสนอให้รัฐบาลเร่งกระจายความเสี่ยงตลาดสหรัฐ เร่งผลักดันเอฟทีเอกับยุโรป แคนาดา และสหราชอาณาจักร เปิตลาดใหม่
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ออกมาสรุปได้ตรงประเด็นว่าโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย อาจไม่ใช่แค่ความกังวลกับมาตรการทางภาษีสหรัฐ แต่เป็นเรื่องของการหาตลาดใหม่ๆ การสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า ไปจนถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยแข่งกันด้วยคุณภาพของสินค้าและความสามารถในการลดต้นทุนเป็นหลัก
ทั้งรัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่า สงครามภาษีทรัมป์ยังไม่จบ ตราบใดที่สหรัฐยังขาดดุลการค้า ไทยจึงต้องเปลี่ยนโจทย์ใหม่ เลิกยึดติดกับภาษีทรัมป์ที่ผันผวนเกินคาด แล้วเร่งยกระดับขีดแข่งขันและเพิ่มมูลค่าสินค้า-บริการ เพื่อยืนระยะในศึกการค้าโลกอย่างยั่งยืน