นักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์ ชี้ 3 โอกาสไทยเติบโต หลังรั้งท้ายอาเซียน ‘บรรยง’ ตอกย้ำเศรษฐกิจถดถอยหนักสุดในรอบ 20 ปี ตกอันดับเกือบทุกตัวชี้วัด
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ที่สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย จัดขึ้นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ตามหลังประเทศอื่นอยู่ ซึ่งถือว่าไทยโตช้าสุดในภูมิภาคอาเซียน
ดังนั้น ไทยต้องเร่งดึงดูดต่างชาติที่สนใจลงทุนในธุรกิจอนาคต โดยเร่งดำเนินการ 3 เรื่องเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโต ได้แก่ 1.การแข่งขันในธุรกิจใหม่ 2.การเพิ่มทักษะใหม่ของแรงงาน และ 3.การปรับสมดุลทางการคลัง หากทำทั้งหมดร่วมกันได้ การขยับของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไทยก็เปลี่ยนแปลงและเติบโตได้
“ไทยควรมีสัดส่วนที่ใช้พัฒนาเพิ่มสิ่งใหม่มากกว่านี้ จากการจัดอันดับกลุ่มประเทศ จะพบว่าเวียดนามที่เป็นคู่แข่งไทยอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางเช่นกัน และไทยก็อยู่ในระดับกลางของกลุ่มนี้ ส่วนประเทศที่แซงไทยไปแล้วมีทั้งมาเลเซีย และจีน ซึ่งวิ่งได้เร็วมากในช่วงหลังๆ ที่ผ่านมา
ขณะที่ไทยมีปัจจัยที่น่ากังวลจากปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงสุดของอาเซียน และภาระหนี้จ่ายก็เบียดเงินออมจนน่าเป็นห่วง ประกอบกับภาวะราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ประชาชนกลุ่มรายได้ปานกลางลงมาไม่มีช่องทางขยับตัว เห็นได้จากการจ้างงานที่ไม่ได้ดีเท่าที่ควร
ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว ขณะนี้ภาพรวมทั้งโลกมีการฟื้นตัวแล้ว แต่ส่วนแบ่งตลาดหันไปประเทศอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม ญี่ปุ่น ส่วนท่องเที่ยวไทยมีปัญหาในเรื่องโครงสร้าง ที่ส่งผลกระทบต่อไทยตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19 ทั้งเมืองหลัก เมืองรองที่ไม่กระจายตัว และค่าเงินบาทที่กระทบต่อการท่องเที่ยว คาดว่าจะใช้เวลา 3 ปีกว่ารายได้ท่องเที่ยวไทยจะกลับคืนสู่จุดเดิมปี 2562 ก่อนเกิดโควิด
ด้าน นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของไทยช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง จีดีพีไทยโตเฉลี่ย 7.5% หลังวิกฤตลดลงเหลือ 5% หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เหลือ 3% หลังโควิดเฉลี่ยโตไม่ถึง 2% สะท้อนการหดตัวลงเรื่อยๆ
“คำถามคือ เป็นปัญหาด้านการบริหารหรือไม่ ต้องบอกว่า ถือเป็นปัญหาเชิงสถาบัน ประเทศใดที่เป็นประชาธิปไตยมาก คอร์รัปชั่นน้อย มีความเสรีในเศรษฐกิจมาก การศึกษาดี และมีหลักนิติธรรมที่ดีจะประสบความสำเร็จได้ แต่ไทยตอนนี้เป็นประเทศที่ปัจจัยเชิงสถาบันถดถอยทุกด้าน ทำให้ไทยเป็นประเทศที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดอีกหนึ่งแห่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา”
โดยมีการจัดอันดับ 20 ประเทศชั้นนำในตัวชี้วัดหลัก (Key Indicators) ประจำปี ไทยไม่ติดอับดันในตัวชี้วัดเหล่านี้เลย และตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไทยถดถอยในอันดับตัวชี้วัดเหล่านี้เกือบทั้งหมด อาทิ ถึงแม้ไทยมีการเลือกตั้ง แต่ตัวชี้วัดด้านประชาธิปไตยของไทยถูกลดอันดับลงมาที่ 130 จากเดิมอยู่บริเวณ 80 เช่นเดียวกับตัวชี้วัดด้านคอร์รัปชั่น ไทยลดลงมาอยู่อันดับ 118 จากเดิมอยู่เพียง 75
ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา ไทยมีอัตราเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอยู่ 2 ปีเท่านั้น คือ หลังวิกฤตทั้งหมด อาทิ หลังน้ำท่วม และหลังโควิด ซึ่งเป็นการดีดตัวขึ้น (รีบาวด์) ไม่ใช่การโตตามภาวะปกติ เห็นได้จากการแพร่ระบาดของโควิดเฉลี่ยจีดีพีโลกลบ 4% ไทยลบ 6% และการฟื้นตัวเฉลี่ยทั่วโลกใช้เวลา 1 ปีกลับมาที่เดิม แต่ไทยใช้เวลากว่า 3 ปีจึงจะฟื้นคืนมาได้
“ช่วงที่ไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนา เราเติบโตดีในยุคเผด็จการและประชาธิปไตยครึ่งใบ ทำให้หลายคนยังเชื่อว่าประชาธิปไตยแบบนี้ไม่ดี แต่จริงๆ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเผด็จการยุคสุดท้าย พบว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่ำเตี้ยมากกว่าในอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด”