“ทีดีอาร์ไอ” ชี้ความรุนแรงในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก ทำราคาพลังงานปรับสูง การค้าและการท่องเที่ยวชะลอ เตือนรัฐบาลบริหารราคาน้ำมันอย่างระมัดระวังและเร่งมาตรการประหยัดพลังงานรับความผันผวน

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่าขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลก็ดำเนินการต่อไป แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นโจทย์ใหม่ คือสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ ซึ่งความขัดแย้งจะสั้นหรือยาวนั้นประเมินยาก แต่ตามข่าวเป็นไปได้ว่าอาจหลายสัปดาห์กว่าสงครามจะยุติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะยุติไปด้วย

ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาสามารถจัดการเปลี่ยนระบบในอิหร่านได้ แต่สุดท้ายคนที่ไม่พอใจจะเยอะและอาจพร้อมลงมือเช่นมีการก่อการร้ายในจุดต่างๆ ดังนั้นจึงพูดได้ยากว่าจะไปจบตรงไหน แต่โดยรวมมีผลลบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน ยากที่จะพูดว่าเท่าไร อย่างแรกคือราคาพลังงานจะสูงขึ้นการทำมาค้าขายลดลงไป และกระทบต่อการท่องเที่ยวแน่นอน

ทั้งนี้ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอาจชะลอตัวลง นอกจากนี้ภาคการท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของนักเดินทาง

แนะตรึงราคาน้ำมันแค่พอดี-ส่งเสริมประชาชนประหยัดพลังงาน

นายสมเกียรติ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วง คือ นโยบายระยะสั้นและระยะยาวจะขัดกัน ถ้าระยะสั้นอยากใช้น้ำมันราคาถูก ก็ต้องไปอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่ถ้าดูกองทุนน้ำมันเหลือเงินเป็นบวก 4 หมื่นล้านบาท แต่แอลพีจีติดลบไป 3.7 หมื่นล้านบาท ดังนั้นเท่ากับเราเหลือเงินจริง ๆ 2 พันกว่าล้านเท่านั้น หากตรึงราคาน้ำมันไว้ ผลปัจจุบันเหมือนจะดูดี

แต่เนื่องจากสถานการณ์ภายนอกยังมีความไม่แน่นอน และยังมีความเสี่ยงเยอะ จะเห็นว่ารัฐบาลตรึงราคาได้ แต่อย่าเยอะแล้วค่อยๆ ถอนการแทรกแซงให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น และให้เน้นการส่งเสริมให้ประชาชนประหยัดพลังงานจะดีกว่า

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่าสภาพัฒน์ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านไว้ 2 ฉากทัศน์

1.คือจบภายใน 1 เดือน ตามที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ระบุไว้ แต่ตอนนี้มีการกระจายพื้นที่การรบในภูมิภาคจึงน่าจะกระทบกับเศรษฐกิจไทย ทำให้การเติบโตลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 2% ก็น่าจะเหลือที่ 1.6%

2.ถ้าสถานการณ์ยาวกว่านั้น เศรษฐกิจไทยเติบโตเหลือแค่ 1.3 % และราคาน้ำมันจะกระโดดไปที่ 125 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ถ้าการสู้รบสั้นด้วยน้ำมันจะอยู่ที่เราราว 100 เหรียญต่อบาร์เรล ดังนั้นมาตรการของไทยตอนนี้คือการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 15 วัน อยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร จากนั้นจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามการสู้รบครั้งนี้ราคาน้ำมันไม่ได้กระโดดสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น เพราะซัพพลายของโลกยังมีอยู่ แต่ถ้ายืดเยื้อระบบได้รับความเสียหายมาก จะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น

เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ กล่าวว่า ถ้าวันนี้ไม่มีการนำเข้าน้ำมันเข้าในประเทศเลยเราจะสามารถอยู่ได้ประมาณ 90 วัน แต่จากการประชุมเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีข้อมูลว่าจนถึงเดือน เม.ย.นี้ เรายังมีน้ำมันใช้อยู่ แต่จะเพิ่มหรือลดไปจากนี้หรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าจากนี้เราจะสามารถมีน้ำมันเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันทางคู่ค้าปตท.ได้มีการไปคุยเพื่อขอเพิ่ม

ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็จะเจรจาหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาด้วย ส่วนมาตรการประหยัดพลังงานนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะมีการนำแผนเข้าครม.ในสัปดาห์หน้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน