เมื่อความยั่งยืนคือ “โจทย์ธุรกิจ” ในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคต เป็นแรงผลักดันให้องค์กรธุรกิจยุคใหม่เดินหน้าสู่ความยั่งยืน โดยบูรณาการหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) เข้ากับโมเดลธุรกิจ เพื่อมุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การดูแลสังคมและพนักงาน และความโปร่งใส โดยมีเป้าหมายสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรและการเติบโตที่ยั่งยืน
“ยูนิโคล่” แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลก จากประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งต่อพันธกิจความยั่งยืนทุกองค์กรทั่วโลก โดยบริษัทแม่ของยูนิโคล่ ได้มีการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนและแผนปฏิบัติการสำหรับปีงบประมาณ 2030 โดยมี 2 แกนหลัก ดังนี้ 1.ผลิตเสื้อผ้าที่ดีกว่าสำหรับสิ่งแวดล้อม 2.ส่งเสริมและช่วยเหลือทั้งผู้คนและสังคม

โดย “ยูนิโคล่ ประเทศไทย” เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืนระดับโลกในไทย กับภารกิจความพยายามในการบรรลุเป้าหมายปีงบประมาณ 2030 ในด้านความยั่งยืนตามเป้าหมายบริษัทแม่
และในวาระฉลองครบรอบ 15 ปีของการดำเนินธุรกิจในไทย
‘นายโยชิทาเกะ วาคากุวะ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศเป้าหมายและแผนการด้านความยั่งยืนของยูนิโคล่ ประเทศไทย ในปี 2569 ด้วยการเดินหน้าขยายโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นระบบ สะท้อนความพยายามปรับบทบาทจากผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้า ไปสู่การเป็นผู้บริหารวงจรชีวิตสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

พร้อมตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนเพื่อสังคมไทยและคนไทย ผ่านปรัชญาของแบรนด์ “ปลดล็อกพลังแห่งเสื้อผ้า” (Unlocking the Power of Clothing) ซึ่งมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายคุณภาพสูงให้กลายเป็น “พลังแห่งความดี” (Force for Good) โดยให้ความสำคัญกับผู้คน (People) โลก (Planet) และชุมชน (Community)
ซีอีโอ ยูนิโคล่ ประเทศไทย ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับยูนิโคล่ถึงมองพฤติกรรมคนไทยต่อเรื่องแฟชั่นอย่างไร และจะส่งเสริมเรื่องความยั่งยืนในกลุ่มนี้ได้อย่างไร
ซีอีโอกล่าวว่า คนไทยมีความสนใจและหลงใหลในแฟชั่นสูงมากเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น โดยมักจะเน้นสินค้าที่เป็นเทรนด์ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ยูนิโคล่เชื่อมั่นว่าจากนี้ไปผู้บริโภคไทยจะเริ่มให้ความสำคัญกับการถนอมและยืดอายุการใช้งานเสื้อผ้ามากขึ้น เราจึงตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจิตสำนึกและให้ความรู้เรื่องความยั่งยืนผ่านแคมเปญที่สนุก ไม่น่าเบื่อ เพื่อส่งมอบคุณค่าของไลฟ์แวร์ (LifeWear) ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยต่อไป

และกับคำถามที่ว่าการเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบยั่งยืน (เช่น ลินินพรีเมียม หรือฝ้ายออร์แกนิก) จะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นหรือไม่ และมีความเป็นไปได้ไหมที่จะผลิตวัตถุดิบยั่งยืนในประเทศไทย
นายโยชิทาเกะ วาคากุวะ กล่าวว่า เรื่องวัตถุดิบและการผลิตในไทย สำหรับวัตถุดิบปัจจุบันมีบางส่วนที่สามารถปลูกและผ่านกรรมวิธีผลิตได้ในประเทศไทย แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเราเน้นการใช้วัตถุดิบออร์แกนิกมากขึ้นตามความสนใจของผู้บริโภค
ส่วนนโยบายด้านราคา ยูนิโคล่มีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ผลักภาระต้นทุนด้านความยั่งยืนไปให้ผู้บริโภค เราพยายามคงระดับราคาเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด แม้จะมีการปรับปรุงคุณภาพวัสดุให้ยั่งยืนขึ้นก็ตาม เป้าหมายของเราคือการส่งมอบสินค้าคุณภาพดีที่ใส่ได้นาน ในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าทุกคนรู้สึกว่าการสวมใส่ยูนิโคล่คือการร่วมสร้างคุณค่าให้สังคมโดยไม่ต้องจ่ายแพงขึ้น
ถามถึงโครงการ “PEACE FOR ALL” มีโอกาสจะมีคนไทยเข้าร่วมเป็นผู้ออกแบบลายกราฟิกบนเสื้อยืดบ้างไหม

ซีอีโอ ฉายภาพให้เราฟังว่า มีความเป็นไปได้แน่นอนในอนาคตเราอยากเห็นคนไทยเข้ามามีส่วนร่วม โดยเกณฑ์ที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ คือต้องเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดในระดับสากล และมีอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับปรัชญาของยูนิโคล่ในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมโลก โดยเราไม่ได้จำกัดแค่เชื้อชาติ แต่เน้นที่การสร้างผลลัพธ์ที่ดีร่วมกันครับ เพราะฉะนั้นทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ จากปัจจุบันมีบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมโครงการถึง 48 คน โดย PEACE FOR ALL สามารถสร้างกำไรได้มากกว่า 2.8 พันล้านเยน จากยอดจำหน่ายเสื้อยืดรวม 9.6 ล้านตัว ณ สิ้นเดือนธ.ค.2568
ส่วนคำถามเรื่องยูนิโคล่มีนโยบายปรับรอบการออกคอลเล็กชั่นให้ช้าลงเพื่อความยั่งยืนไหม และมีการจัดการขยะเสื้อผ้าอย่างไร
“การออกแบบเพื่อความยั่งยืน อุดมคติของยูนิโคล่คือการสร้างเสื้อผ้าที่ใส่ได้นานเป็น 10 ปีโดยไม่ล้าสมัย เช่น กลุ่มอินเนอร์แวร์หรือเสื้อตัวใน เราพยายามทำให้ทุกชิ้นเป็นไอเทมที่ใช้ได้ยาวนานในทุกฤดูกาล แม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงจุดที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรากำลังพยายามขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้น และการจัดการขยะ เราเปลี่ยนมุมมองจากการ “ขายแล้วจบไป” มาเป็นการรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของเสื้อผ้า ผ่านโครงการ RE.UNIQLO ที่เน้นหลักการ Reduce, Reuse, และ Remake โดยเฉพาะบริการจาก RE.UNIQLO Studio ที่อยากเชิญชวนให้ลูกค้าทุกท่านนำเสื้อผ้าเก่ามาซ่อมแซมหรือดัดแปลงเพื่อยืดอายุการใช้งาน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าว
กับคำถามที่ว่าอยากให้จัดอันดับด้านความยั่งยืนของยูนิโคล่ไทยเมื่อเทียบกับอาเซียนเป็นอย่างไร และอะไรคือความท้าทายที่สำคัญ

ซีอีโอกล่าวว่า เราไม่ได้วัดผลเป็นลำดับที่ 1 หรือ 2 แต่หากมองในภาคธุรกิจค้าปลีก ยูนิโคล่ไทยถือเป็น “Leading Company” ที่มีจุดยืนด้านความยั่งยืนที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก และในด้านความท้าทาย สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ “ความเสี่ยงจากกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป” ในแต่ละประเทศ เราจึงต้องมีการตรวจสอบและสำรวจมาตรการรองรับอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะสามารถสวมใส่ผลิตภัณฑ์ของเราได้อย่างมั่นใจในทุกมิติ
เมื่อเราถามว่าตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ยูนิโคล่วัดผลสำเร็จด้าน ESG ในไทยอย่างไร บิ๊กบอสกล่าวว่า
“การวัดความยั่งยืนเป็นตัวเลขนั้นทำได้ยาก แต่บรรทัดฐานสำคัญของเราคือ การรับรู้ของลูกค้าว่ายูนิโคล่สร้างประโยชน์ให้เขาและสังคมจริงหรือไม่ หากยอดขายเติบโตนั่นสะท้อนว่าลูกค้าเชื่อมั่นในคุณค่าและเลือกสวมใส่เสื้อผ้าของเราต่อไปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ตลอดช่วงเวลา 15 ปีที่เราประกอบธุรกิจในไทยที่ผ่านมา เราก็ได้เจอกับช่วงเวลาที่ท้าทายหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด แต่พนักงานของเราทุกคนก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาสังคมและนำบทเรียนเหล่านั้นมาสร้างกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อไป เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทยดังเช่นเสมอมาและตลอดไป” นายวาคากุวะกล่าวทิ้งท้าย
ยูนิโคล่ ประเทศไทย นับเป็นหนึ่งในองค์กรธุรกิจยุคใหม่ ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบที่สัมผัสได้จริง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และระบบสิ่งแวดล้อมโดยรวมอย่างมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน