หอการค้าชมเปาะ รัฐบาลรับมือสถานการณ์น้ำมันได้ดี แม้ราคาพลังงานโลกพุ่ง ด้านผู้ประกอบการกังวลความไม่แน่นอน ต้องหาทางปรับตัวให้อยู่รอด
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความกังวลการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันโลกที่พุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นการปรับตัวทำราคาสูงสุดในรอบ 4 ปีนี้ เนื่องจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่มีความตึงเครียดมากขึ้นนั้น ต้องบอกว่าราคาน้ำมันในประเทศไทยยังไม่ได้มีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
ตอนนี้จึงเป็นช่วงอยู่ระหว่างระยะเวลาในการปรับตัวของผู้ประกอบการในการเตรียมการด้านต่างๆ เพราะการผลิตสินค้าในอนาคต อย่างไรต้นทุนก็คงปรับเพิ่มขึ้นแน่นอนจากเรื่องการขนส่งโลจิสติกส์เป็นหลัก ผู้ประกอบการจึงต้องพูดคุยกับคู่ค้าให้ดีก่อน จังหวะนี้เป็นโอกาสที่ยังสามารถขายสินค้าที่ผลิตในปัจจุบันได้ เพราะต้นทุนยังคงเดิม
“ตลาดอื่นที่ไม่ใช่ตะวันออกกลาง ยังมีโอกาสที่จะเร่งผลิตสินค้า และรับออเดอร์ในช่วงสั้นๆ นี้ แต่ว่าก็มีการประเมินไว้แล้วว่า ในอีก 60 วันข้างหน้านั้น ต้นทุนจะขยับขึ้นไปเท่าไหร่ ทำให้ผู้ประกอบการต้องหารือกันอย่างใกล้ชิดที่สุด เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถทำการค้าระหว่างกันได้อย่างดีต่อไป” นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของรัฐบาลตอนนี้ถือว่าทำได้ดีแล้ว ในการใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยพยุงราคาไว้ในเบื้องต้น และจัดทำแผนรับมือ รวมถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยจะมีการหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่อาจสามารถเข้ามาช่วยชดเชยพลังงานที่หายไปได้
ขณะเดียวกันจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องวางแผนมองไปยังอนาคตมากขึ้นเป็นระยะกลาง และระยะยาว ต้องมีนโยบายการผลิตพลังงานทดแทน เพื่อผ่อนภาระความไม่แน่นอนที่มีอยู่ในตอนนี้ และอนาคต อย่างน้อยที่สุดยังคงความสามารถในการแข่งขันได้ รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมเปิดตลาดใหม่ๆ ที่ต้องการสินค้าหรือบริการจากกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น
นายวิศิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเมินภาพรวมขณะนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในประเทศมองว่ายังไม่น่ากังวลมาก เหตุการณ์ไม่ได้เป็นภาพเหมือนตอนที่บอกว่าน้ำมันจะหมดไปจากโลก เพราะปัญหาอย่างเดียวที่น่าจะเกิดขึ้นในตอนนี้ คือ ระดับราคาที่แกว่งตัวมากกว่าปกติ
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็ระดับราคาน้ำมันก็ลดลงไปถึง 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเคยต่ำกว่านี้ด้วย จากหลายๆ สาเหตุ โดยเฉพาะเรื่องกำลังการผลิตของน้ำมันทั่วโลกที่มีสูงเกินความต้องการใช้งานมาตลอด มีแค่ช่วงนี้ที่ปริมาณน้ำมันอาจหายไปจากช่วงปกติบ้างบางส่วน เพราะมีปัญหาเรื่องการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แต่เชื่อว่า ปริมาณที่หายไปบางส่วนนี้คงหายไปไม่นาน เพราะถือเป็นรายได้หลักของภูมิภาค จึงมองว่าอย่างไรก็ต้องมีทางออกที่สามารถนำขนส่งออกมาได้อยู่แล้ว ทำให้สถานการณ์ราคาพลังงานคงไม่หนักถึงขนาดที่จะขาดแคลนการใช้แบบทั้งโลกต้องมาแย่งน้ำมันกัน ซึ่งตอนนี้ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเป็นแบบนั้น
“การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน คงเป็นการขึ้นแบบชั่วคราว และต่างสถานการณ์ของแต่ละช่วง มองว่าผลกระทบต่อประเทศไทยอาจไม่ได้มาก การรับมือของรัฐบาลสามารถทำได้ เพราะอย่างน้อยที่สุดยังมีปริมาณน้ำมันสต๊อกอยู่ในมือ ข้อกังวลของผู้ประกอบการในตอนนี้ คือความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ ต้องหาทางปรับตัวให้อยู่รอดท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” นายวิศิษฐ์ กล่าว