กทพ. พร้อมผ่อนปรนเที่ยวบินพิเศษ รับผู้โดยสารตกค้าง ตามหลักมนุษยธรรมในภาวะสงคราม เตรียมหารือ ก.คลัง ปรับลดภาษีสรรพสามิต เพื่อพยุงราคาตั๋วเครื่องบิน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยถึง การบริหารจัดการเที่ยวบินในสถานการณ์ฉุกเฉินจากความขัดแย้ง และการสู้รบในตะวันออกกลาง ว่า ปกติแล้วการอนุญาตเที่ยวบินจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนปกติของแต่ละประเทศ
แต่ในสถานการณ์สงครามหรือภาวะฉุกเฉิน หลายประเทศจำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่น และอาศัยความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะเที่ยวบินที่เข้ามารับผู้โดยสาร หรือประชาชนของประเทศนั้นกลับภูมิลำเนา
“กพท. ได้ใช้หลักถ้อยทีถ้อยอาศัย ในการอนุมัติเที่ยวบินเพิ่มเติม สำหรับสายการบินที่ร้องขอเข้ามาเพื่อรับผู้โดยสาร และประชาชนกลับประเทศ แม้ในสถานการณ์ปกติอาจไม่อนุญาตให้บินเพิ่มได้ง่ายนัก แต่เนื่องจากเป็นสภาวะสงคราม จึงต้องให้ความสำคัญกับหลักมนุษยธรรมเพื่อให้ผู้ที่ตกค้างสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้เร็วที่สุด” พลอากาศเอกมนัท กล่าว
พลอากาศเอกมนัท กล่าวต่อว่า ในส่วนของค่าโดยสารเที่ยวบินนั้น ยืนยันว่า ปัจจุบันค่าโดยสารยังคงอยู่ภายใต้เพดานราคาที่กฎหมายกำหนด และผู้โดยสารที่ซื้อบัตรโดยสารไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเดินทางได้จากเหตุการณ์ความไม่สงบ สายการบินจะต้องดูแลผู้โดยสารตามระเบียบ เช่น การจัดหาที่พัก หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
ตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ออกประกาศ กพท.101 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยกำหนดให้สายการบินต้องดูแลผู้โดยสารในกรณีเที่ยวบินล่าช้า หรือไม่สามารถเดินทางได้ แต่ในความเป็นจริงผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเงินชดเชย ต้องการเดินทางกลับบ้านให้เร็วที่สุด เนื่องจากไม่มีใครต้องการติดค้างอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน
สำหรับผลกระทบด้านต้นทุนน้ำมันอากาศยาน ยอมรับว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง โดยในช่วงแรกของความขัดแย้งราคาดีดตัวขึ้นเกือบ 3 เท่า จากประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม กพท. ได้พยายามกำกับดูแลไม่ให้ผู้ซัพพลายน้ำมัน ฉวยโอกาสขึ้นราคาจากสต็อกเดิมที่มีอยู่ พร้อมเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือขอความร่วมมือจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ในการลดค่าธรรมเนียมสนามบิน เพื่อช่วยพยุงราคาตั๋วโดยสารไม่ให้พุ่งสูงเกินไป
พลอากาศเอกมนัท กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีปัจจัยลบจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ตารางการบินภาคฤดูร้อน ยังมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 5-8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีความหนาแน่นเกือบตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีช่วงที่เป็น Non-peak เนื่องจากประเทศไทยถูกมองว่าเป็น พื้นที่ปลอดภัย เมื่อเทียบกับพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อเส้นทางบินบางส่วน เช่น เส้นทางที่ใช้ภูมิภาคดังกล่าวเป็นจุดแวะเติมน้ำมันก่อนเดินทางต่อไปยุโรป แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในระดับจำกัด และระบบการบินของไทยยังสามารถรองรับการเติบโตของการเดินทางระหว่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง