นักกลยุทธ์ตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุเงินบาทอ่อนค่าทะลุ 32 บาทต่อดอลลาร์ หลังราคาน้ำมัน Brent พุ่งเกิน 115 ดอลลาร์ จากวิกฤตตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เตือนความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Stagflation หากน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง โดยประเมินเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32–32.50 บาท และอาจอ่อนแตะ 33 บาท หากราคาน้ำมันทะยานสู่ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

วันที่ 9 มี.ค. 2569 นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่าเงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าผลกระทบของสงครามต่อตลาดพลังงานจะรุนแรงกว่าคาด

โดยราคาน้ำมันดิบ (Brent) พุ่งขึ้นเหนือ 115 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีข่าวว่าประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ คูเวต และอิรัก ลดการผลิตน้ำมันลง หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ โดยมีเพียงเรือพาณิชย์ที่เชื่อมโยงกับอิหร่านเท่านั้นที่ยังข้ามผ่านได้ ทำให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงเร็ว

ขณะที่เงินบาทที่อ่อนค่าแรงและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ออกมาใกล้เคียงกับกรณีเลวร้ายสุด (Worst case) ที่ธนาคารฯ เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ เงินบาทและดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงประคองจากฝั่งตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ (Nonfarm payrolls) ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดมาก จึงทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังไม่แข็งค่าทะลุ 100 ขึ้นไป และช่วยประคองให้เงินบาทยังอยู่ต่ำกว่า 32.30 บาทต่อดอลลาร์ได้

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือแนวโน้มราคาน้ำมัน และการรับรู้ (Price-in) มุมมองเศรษฐกิจของตลาด โดยขณะนี้โอกาสเกิด Stagflation (Stagnation + Inflation) เพิ่มขึ้น (ภาวะที่เศรษฐกิจชะงักหรือชะลอตัว อัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง แต่เงินเฟ้อกลับอยู่ในระดับสูงด้วย สภาวะเช่นนี้ถือว่าผิดปกติ)

อย่างไรก็ดีหากราคาน้ำมันดิบ Brent ยังอยู่ในระดับ 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ยังอยู่ในกรอบใกล้เคียง 100 คาดว่า ค่าเงินบาทอาจอยู่ที่ราว 32-32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในกรณีนี้ มองว่าการลุกลามของสงครามจะยังไม่เร่งตัวไปมาก แต่ต้องจับตาระยะเวลาของสงคราม

หากยิ่งยืดเยื้อและราคาน้ำมันไม่ปรับลดลงมาได้ อาจยิ่งส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ โดยเฉพาะไทย ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีกได้

หากราคาน้ำมันดิบ Brent สูงขึ้นสู่ระดับ 130 ดอลลาร์/บาร์เรล และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) สูงขึ้นกว่า 105 คาดว่า ค่าเงินบาทอาจขึ้นไปใกล้เคียง 33 บาท ได้ ซึ่งในกรณีนี้มองว่าตลาดจะสะท้อนการรับรู้ข่าวไปแล้ว (Price-in) กรณี Stagflation ซึ่งอาจทำให้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ แรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี (Treasury yields 2-year) อาจสูงขึ้นเหนือ 3.75% ตามที่ประเมินไว้ในกรณี Worst case

สำหรับประเด็นในประเทศ หากภาครัฐใช้มาตรการช่วยประคองราคาน้ำมันในประเทศ เช่น ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อาจทำให้ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประคอง Sentiment ต่อค่าเงินบาทได้บ้าง ซึ่งมาตรการนี้เคยถูกใช้เมื่อปลายปี 2565 ตอนที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน และดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นกว่า 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันเคยติดลบไปถึง 1.3 แสนล้านบาท

คำแนะนำต่อผู้ประกอบการ

สำหรับผู้ส่งออก มองว่าค่าเงินบาทที่สูงขึ้นมาที่ราว 32.15-32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นระดับที่ขายเพิ่มได้ แต่อาจทยอยแบ่งขาย เพราะยังมีโอกาสที่สงครามจะทวีความรุนแรงและลากยาวต่อเนื่อง ทำให้มีอัพไซต์ที่เงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อได้

นอกจากนี้ ลูกค้าอาจพิจารณาซื้อ USDTHB Put options หรือ สัญญาออปชั่นที่ให้สิทธิซื้อหรือขายอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB เพื่อเปิดโอกาสที่จะขาย USDTHB ในระดับที่สูงขึ้น และปิดความเสี่ยงกรณีที่สงครามอาจจบเร็วและทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว

โดยข้อมูลจาก Polymarket ขณะนี้ให้โอกาสเพียง 20-25% ที่สงครามจะจบลงภายในเดือนนี้ และมีโอกาสถึง 30% ที่สงครามจะลากยาวถึง ก.ค. 2569 สะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้นมากในสัปดาห์นี้

สำหรับผู้นำเข้า อาจต้องรอจังหวะให้ตลาดคลายความกังวลก่อน โดยหากมีข่าวว่าอิหร่านอ่อนแอลง ก็อาจทำให้ตลาด Price-out ความเสี่ยงสงคราม และทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงเร็ว เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนยังมีสูง จึงอาจพิจารณาซื้อ Call options เพื่อปิดความเสี่ยงหากบาทอ่อนค่าแรงต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หากมีความจำเป็นต้องซื้อ USDTHB ก็อาจพิจารณา Product enhancement เพื่อให้ได้อัตราที่ดีขึ้น เช่น Forward plus เนื่องจากความผันผวน (Volatility) ในช่วงนี้ปรับสูงขึ้นมาก จึงทำให้การขาย Options จะสามารถทำให้ซื้อ USDTHB ได้ดีกว่าราคา Spot ในอัตราที่ดีขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน