วิกฤติตะวันออกกลาง ทุบ ส่งออกอาหาร ร่วง 3% มูลค่าหายวับ 5 หมื่นล้าน
สถาบันอาหารได้ออกประเมินแนวโน้มการส่งออกอาหารไทยปี 2569 ภายใต้สถานการณ์วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง โดยระบุว่าในสถานการณ์ปกติ คาดว่าการส่งออกอาหารไทยในปี 2569 จะมีมูลค่า 1,550,000 ล้านบาท เติบโต 2.6% จากปีก่อนหน้า แต่ภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์โลก จึงได้ประเมินแนวโน้มการส่งออกอาหารไทยที่จะได้รับผลกระทบจากภาวกาณณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้สามารถจำแนกได้เป็น 3 กรณีตามระดับความรุนแรงของผลกระทบดังนี้
1. กรณีผลกระทบจำกัดมูลค่าส่งออกลดลง 10,000 ล้านบาท คาดว่าอยู่ที่ 1,545,000 ล้านบาท เติบโต 2.2% ใกล้เคียงกรณีฐาน สถานการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความตึงเครียดไม่ลุกลาม ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือปรับเพิ่มขึ้นเพียงระยะสั้น และสามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ ผู้ประกอบการไทยยังสามารถบริหารต้นทุนผ่านการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การปรับประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุปสงค์ในตลาดตะวันออกกลางยังดำเนินต่อเนื่องตามปกติ
2. กรณีผลกระทบปานกลางมูลค่าส่งออกลดลง 20,000–30,000 ล้านบาท คาดว่าจะอยู่ในช่วง 1,525,000–1,535,000 ล้านบาทเติบโตเพียง 0.8–1.5% ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาพลังงานและค่าระวางเรือทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องหลายไตรมาส ต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้อัตรากำไรของผู้ส่งออกลดลงผู้ประกอบการบางส่วนอาจต้องชะลอคำสั่งซื้อวัตถุดิบหรือปรับโครงสร้างราคา ขณะที่ประเทศคู่ค้าอาจบริหารการนำเข้าอย่างระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลให้การขยายตัวชะลอลงแต่ยังไม่หดตัว
3. กรณีผลกระทบรุนแรงมูลค่าส่งออกลดลง45,000–55,000 ล้านบาท คิดเป็นยอดส่งออก 1,500,000–1,510,000 ล้านบาทเติบโตในช่วง -1.0% ถึง 0.5% หากเกิดความผันผวนรุนแรงทั้งด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และเสถียรภาพทางการเงินของประเทศคู่ค้า เช่น ค่าระวางและค่าประกันภัยปรับเพิ่มขึ้นมาก หรือเกิดความล่าช้าในการชำระเงิน ภายใต้กรณีนี้ ผู้ส่งออกไทยจะเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุนและกระแสเงินสด ทำให้การส่งออกบางส่วนชะลอหรือเลื่อนกำหนดส่งมอบ
“คาดว่าวิกฤติตะวันออกกลางอาจทำให้การส่งออกอาหารไทยปีนี้ลดลง ราว 1-3% จากกรณีฐาน โดยมูลค่าอาหารส่งออกจะหายไป1-5หมื่นล้านบาท เหลือ1.50-1.54 ล้านล้านบาท”
ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวยังส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อาหาร ทั้งเกษตรกรต้นน้ำ ผู้ประกอบการเอาเอ็มอี แรงงานภาคการผลิตและโลจิสติกส์ และครัวเรือนด้วย ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งดำเนินการ3 ด้านเพื่อลดผลกระทบ ประกอบด้วย
1.กลยุทธ์ด้านพลังงาน ต้องทำแผนหลักและแผนสำรองในการบริหารจัดการพลังงาน จัดลำดับความสำคัญการจัดสรรพลังงานแก่ภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ส่งเสริมพลังงานทดแทนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และพิจารณามาตรการบรรเทาต้นทุนพลังงานชั่วคราวในภาวะวิกฤต เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า
2.กลยุทธ์ในภาคการผลิตและส่งออก สนับสนุนการบริหารความเสี่ยงต้นทุน เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และการประกันความ
เสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน อำนวยความสะดวกทางการค้าและการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ส่งออก ส่งเสริมการกระจายตลาดส่งออก ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
3.กลยุทธ์การดูแลประชาชนและกลุ่มเปราะบาง ดูแลค่าครองชีพของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผ่านมาตรการช่วยเหลือแบบตรงจุดและชั่วคราว เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะปรับตัวสูงขึ้น พิจารณากลไกพยุงราคาพลังงานหรือค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคในช่วงวิกฤต เพื่อรักษาเสถียรภาพทางสังคมและกำลังซื้อภายในประเทศ รณรงค์ประหยัดพลังงาน