หอการค้า หวั่นจีดีพีไทยวูบ 1% หากสู้รบอิหร่านเกิน 3 เดือน-แนะรัฐบาลขยับเพดานตรึงดีเซลเป็น35 บาท/ลิตร ช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าได้ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อเศรษฐกิจไทย จากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ-อิสราเอล ว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากเป็นช่องทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก หรือเฉลี่ย 20 ล้านบาร์เรล/วัน

โดยจัดทำผลกระทบออกเป็น3 กรณี ตามระยะเวลาของความขัดแย้งที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น ดังนี้

กรณีที่ 1. ความขัดแย้งระยะสั้น 1 เดือน ราคาน้ำมันดิบ90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 15 ดอลลาร์/MMBTU โอกาสเกิด 45% คาดว่าจะทำให้ต้นทุนพลังงานจะ เพิ่มขึ้น 23,307 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 64,787 ล้านบาท ฉุดให้จีดีพีลดลง 0.35%

ขณะที่ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะติดลบ 17,286 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 9,265 ล้านบาท รวม ต้นทุนทางการเงินที่รัฐบาลต้องแบกรับ 26,551 ล้านบาท

กรณีที่ 2 สงครามภูมิภาคยืดเยื้อ 3 เดือน จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนาน ราคาน้ำมันดิบ 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU โอกาสเกิด 45% คาดว่าจะทำให้ต้นทุนพลังงานจะเพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง 1.07%

ขณะที่ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 44,736 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 27,794 ล้านบาท รวมต้นทุนทางการเงินที่รัฐบาลต้องแบกรับ 72,530 ล้านบาท

กรณีที่ 3 สงครามขยายวงกว้าง 6 เดือน ราคาน้ำมันดิบ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU โอกาสเกิด 10% คาดว่าต้นทุนพลังงานจะเพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง 2.31%

ขณะที่ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 96,186 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 55,588 ล้านบาท รวมต้นทุนทางการเงิน ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 151,774 ล้านบาท

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากสุด คือความขัดแย้งยาวนาน 2 เดือน ซึ่งจะฉุดจีดีพีหายไป 1% ทำให้ทั้งปีนี้เศรษฐกิจไทยอาจจะโต 1-1.6% แต่หากสถานการณ์รุนแรงอาจจะโดตต่ำกว่า 1% ได้ และหากยืดเยื้อและบานปลาย เศรษฐกิจไทยจะโตติดลบซึ่งจะเป็นในทิศทางเดียวกันทั้งโลก

ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ได้นำเสนอมาตรการบริหารราคาพลังงาน การยืดอายุกองทุนน้ำมันฯ และลดแรงกดดันต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ดังนี้

1. ขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซล จาก 30 บาท เป็น 35 บาท/ลิตร โดยการขยับเพดานขึ้นครั้งละ 0.50-1.00 บาท ไปจนถึงระดับราคาที่ 35 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ รายวันลงได้ และยังเป็นการส่งสัญญาณทางจิตวิทยาแก่ตลาดว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้

2. เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล จาก B7 เป็น B10 หรือ B20 โดยการขยับขึ้นอย่างน้อยถึง B10 ตามที่กระทรวงพลังงานเตรียมปรับ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.นี้ จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าได้โดยตรง

3. กดค่าการกลั่น (Refinery Margin) โดยในช่วงที่รัฐใช้เงินสาธารณะอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันอยู่นี้ กระทรวงพลังงาน ควรเจรจากับโรงกลั่นให้ยึด Margin อ้างอิงตามอัตราปกติ จากปัจจุบันที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นไปแล้วเป็น 6 บาท/ลิตร จากเดิม 2 บาท/ลิตร

4. ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลงจากเดิม 3-5 บาท/ลิตร ซึ่งจะช่วยลดผลภาระประชาชนได้โดยตรง ทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แม้รัฐจะสูญเสียรายได้ แต่ถือเป็น cost ที่คาดการณ์ได้ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

5. มาตรการประหยัดพลังงาน และรณรงค์ลดการใช้น้ำมัน ซึ่งหากลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% จะช่วยชดเชยกับอุปทานที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้

นายธนวรรธน์ เชื่อว่าหากรัฐบาลมีภาระสูงเกินไปจนถึงระดับแสนล้านบาท ก็อาจจะใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตเข้ามาดูแลราคาน้ำมัน แต่ก็จะส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้กรณีที่จำเป็นจริง ๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน