กรมการค้าต่างประเทศ เผยไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ปี 2568 กว่า 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนศักยภาพการแข่งขันตลาดโลก ทุเรียน ยานยนต์ ดาวรุ่งพุ่งแรง

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ตลอดปี 2568 รวม 90,247.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.36% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 82.26% อันดับ 1.เป็นการส่งออกไปยังอาเซียน ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 33,156.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 72.45%

2.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 25,131.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 96.11% 3. ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 9,855.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 72.93%

4. ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,859.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 83.62% 5. ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 5,613.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 56.42%

สำหรับสินค้าใช้สิทธิฯ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2568 ได้แก่ 1. ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 2. ทุเรียนสด 3. ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 4. แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป และ 5. เนื้อไก่ปรุงแต่ง เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตร และเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ทุเรียน 2. เนื้อไก่ปรุงแต่ง 3. ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกแช่แข็ง

4. ผลไม้สด 5. น้ำตาลที่ได้จากอ้อย มูลค่ารวม 24,606.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 27.27% สินค้าอุตสาหกรรมใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก 1. ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 2. ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3. แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป 4. เครื่องจักรอัตโนมัติ 5. เครื่องปรับอากาศ มูลค่ารวม 65,640.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 72.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด

ทั้งนี้ ทุเรียนสดยังคงเป็นสินค้าเกษตร ที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูงสุดในการส่งออกไปประเทศจีน ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) ปี 2568 มีมูลค่า 4,264.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่มีอัตราการเติบโตของการใช้สิทธิฯ อย่างโดดเด่น ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) จากปัจจัยด้านราคาของแร่มีค่า และความต้องการของตลาดอินเดียที่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย และรูปพรรณ และแพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูปหรือเป็นผง

มีอัตราการเติบโตของมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูงถึงร้อยละ 162,893.21 และร้อยละ 395.4 ตามลำดับ ขณะเดียวกัน ยังมีสินค้าดาวรุ่งที่มีศักยภาพ เช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และเครื่องจักรกล ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

สินค้าอาหารแปรรูป เช่น ไก่แปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็ง เติบโตจากความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของตลาดโลก ซึ่งสะท้อนว่ายังมีสินค้าศักยภาพอีกจำนวนมากที่ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA เพื่อขยายตลาดได้ โดยเฉพาะตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตและไทยมี FTA รองรับอยู่แล้ว เช่น อินเดีย รวมถึงตลาดอาเซียน อาทิ มาเลเซีย และเวียดนาม

นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) แล้ว ไทยยังมีความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน และไทย–ศรีลังกา เปิดโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยภูฏาน เป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านการนำเข้าสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เกษตร อาหาร สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ไฟฟ้า

สำหรับศรีลังกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลและการกระจายสินค้าไปยังซีกโลกตะวันตก ขณะที่ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ความร่วมมือทางการค้าระหว่างสองประเทศจึงมีศักยภาพในการเชื่อมโยงการค้าระหว่างภูมิภาค สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการเสริมสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานและเชื่อมโยงการค้าไทยเข้าสู่ตลาดโลก

โดยสินค้าไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จาก FTA ไทย–ศรีลังกา ได้แก่ ยานยนต์ สิ่งทอ อัญมณี โลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล และเม็ดพลาสติก เป็นต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความพร้อมในการบังคับใช้ความตกลงจากฝ่ายศรีลังกา โดยกรมฯ เห็นว่า ความตกลงการค้าเสรีเหล่านี้จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการขยายตลาดส่งออก สร้างโอกาสทางการค้า และเสริมความเชื่อมโยงไทยกับเศรษฐกิจโลก

“กรมฯ เดินหน้าทำงานเชิงรุกทั่วประเทศ ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้สิทธิฯ FTA ตั้งแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงความคืบหน้าของ FTA ฉบับใหม่ ปีงบประมาณ 2569 กำหนดเป้าหมายพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1,200 ราย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs

ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ และในวันที่ 8 เมษายน 2569 กรมฯ จะจัดสัมมนา ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ ‘FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย’ เพื่อเปิดเวทีเสวนาและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ พร้อมนำเสนอแนวทางการต่อยอดธุรกิจด้วย FTA” นางอารดากล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลการจัดสัมมนาได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th และ Facebook page กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า รวมทั้งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือโทรสายด่วน 1385

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน