ผลิตภัณฑ์ตราเพชร ก้าวสู่ปีที่ 41 เปิดยุทธศาสตร์ 3 ปี ยกระดับจากผู้ผลิตสู่บริการครบวงจร ปัดหมุดรายได้โต 2-5% ต่อปี พร้อมรับมือวิกฤตพลังงาน

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “ตราเพชร“ เปิดเผยว่า บริษัทก้าวสู่ปีที่ 41 ของการดำเนินธุรกิจ โดยในช่วงกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมาได้เพิ่มศักยภาพทุกมิติ ทั้งการพัฒนาช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุม ทีมผู้บริหาร สินค้าและบริการที่หลากหลายพร้อมโซลูชั่นครบวงจร สร้างการยอมรับในแบรนด์ “ตราเพชร” การปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน บริษัท จึงพร้อมคว้าทุกโอกาสและรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจ ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างปี 2569 ยังคงทยอยฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และดีมานด์วัสดุก่อสร้าง

นอกจากนี้ จากศักยภาพของประเทศไทยที่เหมาะกับการอยู่อาศัยหลังเกษียณ จะเป็นปัจจัยบวกต่อการเข้ามาพักอาศัยของชาวต่างชาติ ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบันบริษัทยังบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากต้นทุนพลังงานมีสัดส่วนเพียง 8% ของต้นทุนรวมของบริษัทและมีวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเพียงพอ

สาธิต สุดบรรทัด

 

“บริษัทยังบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ แต่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาปูนซีเมนต์ที่เป็นวัตถุดิบหลัก 50% ของต้นทุนการผลิตรวม หากราคาปรับขึ้นก็จะกระทบต่อต้นทุนของบริษัทในไตรมาส 2 ของปีนี้

โดยขณะนี้สต็อกสินค้าเดิมสามารถรองรับความต้องการลูกค้าได้ประมาณ 2 เดือนในราคาเดิม แต่สำหรับรายการสินค้าใหม่ที่ต้องนำเข้าอาจต้องปรับราคาไปตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริง โดยบริษัทจะส่งผ่านต้นทุนนี้ไปยังลูกค้าผ่านการปรับขึ้นราคาใหม่ โดยมีการสื่อสารกับลูกค้าอยู่เสมอ”

ดร.พิชญานันท์ ล้อวรลักษณ์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการขายและการตลาด กล่าวว่า บริษัทกำลังเพิ่มศักยภาพธุรกิจโดยยกระดับจากการเป็นผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่การเป็นผู้ให้บริการที่ครบวงจร หรือ Fully Integrated One-Stop Solution Provider

พิชญานันท์ ล้อวรลักษณ์

 

ทั้งนี้จะครอบคลุมตั้งแต่ตัวสินค้า การจัดส่ง การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างเบ็ดเสร็จในที่เดียว โดยวางเป้าหมายรายได้ในช่วงปี 2569 – 2571 ให้เติบโตเฉลี่ยปีละ 2-5% เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ ได้แก่

1. Service Integration โดยมีครบทั้ง สินค้า- บริการ – การจัดส่ง อาทิ กระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์, กระเบื้องหลังคาคอนกรีต, ไม้สังเคราะห์, อิฐมวลเบา, โครงหลังคาสำเร็จรูป, พื้น SPC, บริการติดตั้งหลังคา, พื้น SPC, เปลี่ยนและทาสีหลังคา ตลอดจนการจัดส่งสินค้าแบบ On-Time Delivery (รัศมี 300 กม. ส่งถึงภายใน 24 ชม.) โดยลูกค้าไม่ต้องประสานงานกับซัพพลายเออร์หลายราย

2. Market Development การขยายตลาดด้วยการจ้างผลิตสินค้า (OEM) ภายใต้มาตรฐานของ DRT และมุ่งเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มผ่านกลยุทธ์ Precision Segmenting เช่น หลังคายูพีวีซี สำหรับฟาร์มและงานต่อเติม, ไม้สังเคราะห์ WPC เอ็กซ์ทรูชิลด์ และหลังคาเหล็กเคลือบผิวด้วยหินธรรมชาติ สำหรับโรงแรมและรีสอร์ท

3.Product Differentiation สร้างความแตกต่างด้วยสินค้านวัตกรรม “Diamond Well-being” ภายใต้แนวคิด “บ้านที่ดีไม่ใช่แค่แข็งแรงและสวยงาม แต่ต้องดูแลสุขภาพของคนในบ้าน” ที่ตอบโจทย์ 4 มิติ ได้แก่ Feel Calm ลดเสียงรบกวน, Feel Cool ลดความร้อนสะสม, Feel Clean ป้องกันความชื้น และ Feel Comfort ทนทาน ลดค่าบำรุงรักษา

4. Channel Strategy มีช่องทางเข้าถึงลูกค้าทั้ง Online และ Offline ครบทุก Touchpoint ได้แก่ Shopee เพื่อเป็น Digital Showroom และช่องทางขายสินค้าชิ้นเล็ก, ช่องทางห้างค้าปลีกสมัยใหม่, ร้านค้าผู้แทนจำหน่าย และโครงการอสังหาฯ เป็นสัดส่วนรายได้หลัก และกำลังขยายฐานลูกค้าภาครัฐและเอกชน

5.Extensive Marketing สร้างการรับรู้แบรนด์ ตราเพชร ในวงกว้างและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะสร้างบ้านผ่านการใช้ Media & Influencer

6. Cost Leadership ช่วยลูกค้าลดต้นทุนและสร้าง Loyalty โดยนำเสนออิฐมวลเบา Max Block ช่วยลดต้นทุนแรงงานและวัสดุ ก่อสร้างรวดเร็ว และ

7. Roadmap สู่ Regional Player เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน โดยวางแผนเพิ่มยอดขายในภูมิภาคอาเซียนและจะเร่งเดินเครื่องจักรโรงงานอิฐมวลเบา AAC 2 ให้เต็มประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน