กลยุทธ์การปรับตัวของ “ขุนพลนวัตกร” เมื่อ Empathy และการมองเทรนด์ คือหัวใจสำคัญในยุคที่ตลาดเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
ในโลกยุคปัจจุบันที่นวัตกรรมและงานวิจัยเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ การนำผลงานวิจัยและบริการใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดจึงไม่ใช่ภารกิจที่ง่ายอีกต่อไป หากแต่เป็นความท้าทายของ “ขุนพลนวัตกร” ทุกคนที่ต้องเร่งเสริมศักยภาพการแข่งขัน เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
นายศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ออพติมุส (ประเทศไทย) จำกัดคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น (TED Youth Startup) ได้ให้ความเห็นในกิจกรรม TED Youth Startup- IGNITE Forum 2026 – รอบคัดเลือกภาคเหนือ ว่า ท่ามกลางเวที Fast Track ที่เต็มไปด้วยโอกาสและการแข่งขัน
สิ่งที่ผู้ประกอบการและนักวิจัยต้องตระหนักคือ การพัฒนาเพียงตัวผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จำเป็นต้อง “เสริมคม” ด้านการตลาด การเข้าใจผู้ใช้ และการวางกลยุทธ์เชิงธุรกิจให้เฉียบคมยิ่งขึ้น เพื่อให้ผลงานนวัตกรรมสามารถแข่งขันได้จริงในโลกของตลาด
ความท้าทายจาก Time to Market และกระแส AI Disruption
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของยุคนี้คือ Time to Market หรือระยะเวลาในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดที่สั้นลงอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าการพัฒนางานวิจัยหรือการสร้าง Proof of Concept (POC) ยังคงต้องใช้เวลาตามธรรมชาติของกระบวนการวิจัย แต่โลกธุรกิจภายนอกกลับหมุนเร็วขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยี AI, Generative AI และ AI Agent ที่กำลังสร้างแรงกระเพื่อมและมีแนวโน้มจะ Disrupt แทบทุกอุตสาหกรรม
สิ่งนี้หมายความว่า ต่อให้โซลูชันของคุณจะล้ำสมัยเพียงใด หากใช้เวลาในการพัฒนานานเกินไป ลูกค้าอาจหาทางเลือกอื่นมาทดแทนได้ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ของคุณจะออกสู่ตลาดเสียอีก โดยเฉพาะในตลาดที่มีการแข่งขันสูงหรือ “ตลาดแดงเดือด” เช่น กลุ่มสมุนไพร เวชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่มีผู้เล่นจำนวนมากและแข่งขันกันอย่างเข้มข้น
Empathy: กุญแจสำคัญสู่การมองเห็นโอกาส
หนทางสำคัญที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากกับดักของเวลาและการแข่งขัน คือการพัฒนาทักษะของการเป็น “นักสังเกตการณ์ที่ดี” เพื่อมองเห็นโอกาสที่คนอื่นอาจมองข้าม หัวใจของสิ่งนี้คือ Empathy หรือความสามารถในการเข้าใจผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง เมื่อเราทำความเข้าใจผู้ใช้จริง ๆ ไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงสถิติ แต่รวมถึงความรู้สึก พฤติกรรม และปัญหาที่แท้จริงของพวกเขา เราจะสามารถออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่งานวิจัยจะ “หลุดจากตลาด” หรือไม่สามารถต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้
การดักรอเทรนด์ และการก้าวสู่ Market Scale Up
เมื่อ Time to Market สั้นลง แต่ Time to Development ยังต้องใช้เวลา กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดจึงไม่ใช่การเร่งพัฒนาเพียงอย่างเดียว แต่คือการ มองเทรนด์ให้ไกลกว่าปัจจุบัน
นวัตกรจำเป็นต้องมองไม่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ต้องคาดการณ์ให้ได้ว่าตลาดกำลังจะเคลื่อนไปสู่ทิศทางใด และเข้าไป “ดักรอ” ในจุดที่โอกาสกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเร่งกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนาโซลูชันให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
เมื่อสามารถผสาน ความเข้าใจผู้ใช้ (Empathy) เข้ากับ การมองเทรนด์อย่างแม่นยำ การส่งต่อผลงานภายใต้การสนับสนุนกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการและเทคโนโลยี (TED FUND) โครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น (TED Youth Startup) จาก โปรแกรม POC (Proof of Concept) ไปสู่ โปรแกรม TED Market Scale Up (TMS) หรือจะผ่านกลไก โปรแกรม Startups for Startups (SFS) หรือช่องทางตลาดอื่น ๆ ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพราะพื้นฐานสำคัญได้ถูกวางไว้อย่างถูกทิศทางตั้งแต่ต้น
บทสรุป: จากงานวิจัยบนหิ้ง สู่โซลูชันที่ใช้ได้จริงในตลาด
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ขุนพลนวัตกร” ไม่สามารถหยุดอยู่เพียงการพิสูจน์แนวคิดหรือความสำเร็จทางวิชาการได้อีกต่อไป
สิ่งสำคัญคือการเข้าใจ จังหวะของตลาด และ ความรู้สึกของลูกค้า ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนผลงานวิจัยที่เคยอยู่บนหิ้ง ให้กลายเป็นโซลูชันที่ทรงพลังและสร้างคุณค่าได้จริงในโลกธุรกิจ