“ปิติ” ซีอีโอ ทีทีบี เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนรถรางเก่า มองเอสเอ็มอีแข่งขันสูงเป็น “แซนวิซ” แจงธนาคารไทยปล่อยกู้จนบาดเจ็บสาหัส หลังหนี้เสียแตะ 8-9%

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีทีบี กล่าวในงานสัมมนา “THE LONG GAME # ธุรกิจฆ่าไม่ตาย“ ในหัวข้อ ”ทางรอดธุรกิจ และ SME ไทย“ ว่าใน Long Game ประเทศไทยต้องการการปฏิรูปโครงสร้าง (Structure Reform) ซึ่ง Long Game ที่ไม่ใช่ Quick Win โดยเศรษฐกิจไทยเปรียบเหมือนรถรางเก่า ซึ่งประเทศไทยต้องการหัวรถจักร เพราะเศรษฐกิจที่ดีต้องการแรงขับเคลื่อน และขับเคลื่อนไปทั้งองคาพยพ เช่น คนที่อยู่ในภาคเกษตรหากมีการทดลองและวิจัย (R&D) เพื่อให้เกิดมูลค่า และขับเคลื่อนไปทั้งองคาพยพ

ทั้งนี้ หากเปรียบหัวรถจักร จะมีหัวรถจักรแบบ “เกื้อกูล” เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง Plaza Accord ปี 1985 ในญี่ปุ่น ที่มีการย้ายฐานการผลิตเกิดการจ้างงานและซัพพลายเชน แต่จะมีหัวรถจักรเกื้อกูลอีกแบบที่มีการติดสินบน

หัวรถจักร “กินรวบ“ หรือ Winner take all เช่น รถจีนเข้ามาทั้งซัพพลายเชน ซึ่งใช้แรงงานไทยและวัสดุไทยน้อยมาก และหัวรถจักร “เดี่ยว” ที่ไม่ได้ลากอะไรมาด้วย ทำให้การจ้างงานต่ำ ไม่กระจายตัว แต่ไม่ใช่ว่าไม่ดี เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เทเลคอม เพราะในแง่เศรษฐกิจน้อยมาก เพราะการจ้างงานน้อย และวัตถุดิบนำเข้าทั้งหมด ทำให้หัวรถจักรเดี่ยวลากโบกี้มาค่อนข้างน้อย

หัวรถจักรแบบสุดท้าย คือ “หัวรถไฟเทา“ ซึ่งลากความปั่นป่วน และเอสเอ็มอีต้องผ่านอะไรมามากมาย ไม่ว่าแรงงานต่างชาติ หรือสแกมเมอร์ ที่เราไม่อยากได้ และหากเข้ามาในเศรษฐกิจไทยจะทำอย่างไร เพราะหัวรถจักรเริ่มอ่อนแรง และจีดีพีเคยขยายตัว 10% เหลือ 4%, 3% และ 2%

ขณะที่ ธุรกิจเอสเอ็มอีเกิดอาการ “แซนวิช” เจอการแข่งขันจากต่างประเทศและในประเทศ สะท้อนผ่านตัวเลขผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี รายได้และกำไรติดลบ และอัตราการอยู่รอดเพียง 20% จากจำนวนธุรกิจ 98% มีสัดส่วนการจ้างงาน 72% สร้างจีดีพี 40%

ทั้งนี้ หากดูการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร โดยธนาคารถูกมองเป็นผู้ร้าย เพราะไม่ปล่อยกู้เอสเอ็มอี จริง ๆ ที่ผ่านมาธนาคารปล่อยกู้ให้เยอะมากจนกระทั่งบาดเจ็บสาหัส หากดูหนี้เสียรายใหญ่อยู่ที่ 1-2% และเอสเอ็มอีอยู่ 8-9% หนี้เสียมากองที่เอสเอ็มอี เมื่อดูค่าความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15% ต่อปี ธนาคารต้องคิดดอกเบี้ยเท่าไร 16% ต่อปี เหลือกำไร 1% ซึ่งเอสเอ็มอีจ่ายดอกเบี้ยไหวหรือไม่ ส่งผลให้เอสเอ็มอีต้องกินข้างทาง

ดังนั้น จึงเกิดการพูดคุยระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย (TBA) ร่วมถึงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จัดทำ “Reinvent Thailand” ที่มี 3 แกน คือ

การ Reform ภาคเศรษฐกิจ การเพิ่มทักษะ และประสิทธิภาพภาครัฐ และโฟกัสใน 5-6 อุตสาหกรรม จะช่วยสร้างมูลค่าและลากหัวรถจักรนี้ โดยไม่ต้องแจกเงิน หรือเยียวยาไม่รู้จบ โดยประเทศไทยและคนไทยต้องได้ประโยชน์

ท้ายสุด เราคงต้องคิดกันว่าจะ Reinvent Thailand แล้วจุดขายของประเทศไทยอยู่ตรงไหน เรายังจะไปกันเดี่ยวๆ จะหากินข้างรางกันอยู่ หรือลองเปลี่ยนระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ แล้วสร้างหัวรถจักรที่จะพาเศรษฐกิจไทยไปกลุ่มคณะได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน