กูรูไอที ย้ำเทคโนโลยี AI เปลี่ยนเร็วเกินคาด ชี้ปีนี้ภาคธุรกิจก้าวเข้าสู่ Agentic Enterprise ผุดโมเดลธุรกิจแบบองค์กรจิ๋ว ใช้พนักงานไม่กี่คนสร้างรายได้มหาศาล

เวทีสัมนา Prachachat Exclusive Forum 2026:The-Long-Game #เกมธุรกิจฆ่าไม่ตาย ในหัวข้อ “โลกป่วน AI เปลี่ยน” จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” ได้จับคู่สองแง่มุมที่อยู่คนละฝากทั้งการเมืองโลก ความขัดแย้งในปัจจุบัน คลุกเคล้ากับ “เทคโนโลยี AI” ซึ่งพัวพันกันใกล้ชิดยิ่งในห้วงเวลาปัจจุบัน

นายอาร์ม ตั้งนิรันดร กูรูด้านภูมิรัฐศาสตร์ ร่วมพูดคุยกับนายเรืองโรจน์ พูนผล กูรูด้านเทคโนโลยี ประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิสิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) โดยมี กรุณา บัวคำศรี พิธีกรรายการข่าว ที่คร่ำหวอดกระแสข่าวต่างประเทศมานาน

โดยเฉพาะด้าน “เทคโนโลยี” ที่ “เรืองโรจน์” เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินกว่าคาดคิด น่าตื่นเต้น แต่กว่าแฝงความมืดมน

“ก่อนหน้านี้ เราพูดกันว่า AIจะมาแทนที่แรงงาน แต่เป็นคนที่ใช้ AI เป็นจะมาทำงานได้ดี แต่ตอนนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว ปัจจุบันต้องเป็นคนที่มี ต้นทุนทางความคิด (Intellectual Capital) และใช้ AI มาช่วยขยายศักยภาพ (Augment & Amplify) จึงจะอยู่รอด”

ด้วยว่าเทคโนโลยีพัฒนาเร็วมาก ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ถึง 3 รอบ เช่น การเปิดตัวของ Gemini, Claude และ Open Claw ทำให้สถานะตอนนี้โลกAIกำลังก้าวข้ามจากระดับ 3 เข้าสู่ระดับ 4 ซึ่งคือระดับกึ่งอัตโนมัติ (Semi-autonomous) หรือที่เรียกว่า Agentic workflow

“ปัจจุบัน AI เป็นเอเจนต์ ที่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนา AI ต่อไปได้เอง เช่น การเขียนซอฟต์แวร์เอง ซึ่งจะทำให้เกิดวงจรการพัฒนาที่รวดเร็วแบบทวีคูณ”

ภายในปีนี้จะเข้าสู่ระดับ Agentic Enterprise ที่ทุกบริษัทจะมี Agent AI แล้วความอัตโนมัติจะแพร่เข้าสู่ระดับ Commerce และจากคอมเมิร์ซก็จะนำเข้าไปสู่ Logistic และ Payment เมื่อการชำระเงินเป็นอัตโนมัติก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเงินตามมา

แม้จะน่าตื่นเต้น “เรืองโรจน์” ยังเน้นย้ำว่า การพัฒนารุดหน้านี้ทำให้ AI เป็นเรื่องของ เอกราชและอธิปไตยเป็น National Security Agenda ที่ส่งผลต่อชีวิตมนุษย์มหาศาล และอาจเปลี่ยนโลกไปอย่างมากภายในสิ้นปีนี้

“จากสงครามและความขัดแย้งล่าสุดนี้ ยิ่งทำให้เห็นชัดว่าชาติยุโรปเริ่มตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาแค่สหรัฐหรือจีนได้ จึงต้องผนึกกำลังสร้างระบบข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานชิป และโมเดล AI ของตนเอง”

ในด้านการแข่งขัน AI เวทีสนทนาเห็นตรงกันว่า ฝั่งสหรัฐ เน้นไปที่ AGI (Artificial General Intelligence) เพื่อให้ AI ฉลาดเหนือมนุษย์ในทุกด้าน โดยเน้นการลงทุนจากภาคเอกชน ขณะที่ จีน เน้นไปที่ Industrial Autonomy และ Physical AI (เช่น แขนกล หุ่นยนต์ โรงงานอัตโนมัติ) โดยมอง AI เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ดังนั้นสหรัฐฯ ยังนำหน้าในเรื่องโมเดลระดับแนวหน้า (Frontier Model) แต่จีนมีความโดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพและจำนวนบุคลากรระดับ PhD ที่มีมหาศาล

มองอนาคตมืดมน ระยะใกล้
ดังที่กล่าวไว้ว่าเมื่อ Agentic AI มาสู่ระดับ Commerce แล้ว AI จะคุยกันเองเพื่อทำธุรกรรม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบการชำระเงิน (Payment) และบริการทางการเงินทั้งหมด จะเกิดโมเดลธุรกิจ แบบองค์กรจิ๋วที่ใช้พนักงานเพียงไม่กี่สิบคน แต่สามารถสร้างรายได้และกำไรมหาศาลหลักพันล้านได้ภายในเวลาอันสั้น

“ทุกองค์กรมีการทำคาดการณ์อนาคต (Foresight) แต่ในครั้งนี้เรามองได้ไม่ไกล หมอกหนา มืดมนทุกทาง ในปีนี้AIจะเป็นประเด็นหลักไปจนถึงสิ้นปีนี้ และตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เราจำเป็นต้องเริ่มพูดถึงเรื่องควอนตัมอย่างจริงจัง และในปี 2030 จะเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “Post-Quantum” ซึ่งถือเป็นจุดทดสอบสำคัญที่สองของการเปลี่ยนแปลงโลกจะเป็นการนำ AI มาบวกกับ Quantum (เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และก้าวต่อไปสู่เทคโนโลยีระดับ Frontier หรือด้านไบโอ (Bio) หรือด้านสุขภาพ ในลำดับถัดไป”

“จากเวที World Economic Forum เมื่อต้นปี มีฉากทัศน์อนาคตหนึ่งที่ดูสดใส คือ AIจะทำงานแทนเราทุกอย่าง คนจะมีชีวิตสบาย ควอนตัมและเทคโนโลยีสังเคราห์แสงจะนำไปสู่การสังเคราะห์อาหารจนทุกสิ่งมีเหลือเฟือ”

แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ทุกคนล้วนต้อง “ทุกข์ทรมาน”

ในทางกลับกัน “เรืองโรจน์” ชวนคิดด้วยว่า หาก AI ทำงานแทนปัญญาชน และฟิสิกส์เคิลAI หรือหุ่นยนต์ทำงานแทนคนใช้แรงงาน แล้วใครจะจ่ายภาษีให้ภาครัฐ เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนมากมาจากการบริโภค แต่ผู้คนไม่มีจะใช้จ่าย และ AI ก็ไม่ใช้จ่าย นั่นจึงเป็นปัญหาการพังทลายของตาข่ายทางสังคม

ช่วงเวลาจนถึงปี 2030 นี้คือ “รถไฟเที่ยวสุดท้าย” ของประเทศไทย หากเราไม่เริ่มวางแผนและสู้ตั้งแต่วันนี้ การจะกระโดดเกาะขบวนเทคโนโลยีที่เคลื่อนที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ เป็นไปได้ยาก

“เพราะเที่ยวต่อไป ไม่ใช่รถไฟแต่เป็นจรวด”

ผู้บริหารองค์กรเตรียมตัวรับมืออย่างไร
“เรืองโรจน์” กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ที่ห่อเหี่ยวมืดมนจากหมอกที่ปกคลุมเส้นทาง จากความไม่แน่นอนสูงของการเมืองโลก ความยืดหยุ่น “Resiliency คือกลยุทธ์เดียว” ผู้นำต้องเน้นความยืดหยุ่นและการประคองตัวให้รอด (Residency/Resiliency) มากกว่าการวางแผนระยะไกลที่มองเห็นได้ยาก และผู้นำจะต้องมองหามองหา Weak Signal และฉวยโอกาสจาก “สัญญาณอ่อนๆ ที่ยังไม่ชัดเจน” นั้น ได้ก่อนคนอื่น

นั่นก็เป็นจุดหนึ่งที่เป็นโอกาสของไทย ไทยมีจุดแข็งเรื่องความเป็นกลาง (Neutrality) ที่เวลาโลกเกิดปัญหาอะไร คนก็หนีมาพักที่นี่ ควรเปลี่ยนจากการเป็นแค่แหล่งท่องเที่ยว แต่เป็น “เพื่อน” ที่เขาอยากย้ายมาอยู่ มาทำธุรกิจ ชวนคนเก่งเข้ามา ให้เป็นระบบนิเวศที่ดึงดูดคนเก่งและเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ

อีกอย่าง คือ อย่าแข่งในสิ่งที่เราแข่งขันไม่ได้ ให้เน้น Co-Creation เป็นยุทธศาสตร์ระดับ “อาเซียน” ซึ่งเราเป็นภูมิภาคที่ใหญ่มีประชากรมาก และประเทศไทยเองก็เป็นเหมือนประตูสู่ภูมิภาค

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน