2 สมาคมเอทานอลฯ ขานรับพร้อมผลิต E20 ทางรอดฝ่าวิกฤตซัพพลายเชนพลังงานโลก ชูศักยภาพ 28 โรงเอทานอลไทย พร้อมป้อนตลาดกว่า 7 ล้านลิตร/วัน
นายกิตติศักดิ์ วัธนเวคิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย เปิดเผยว่า สมาคมร่วมกับสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง พร้อมขานรับนโยบายภาครัฐที่วางกรอบแนวคิดในการขับเคลื่อน “น้ำมัน E20” (น้ำมันเบนซินผสมเอทานอล 20%) ให้เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (Base Grade) ของประเทศ ถือเป็นก้าวย่างทางยุทธศาสตร์ในการสร้าง ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลกผันผวน
ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ สร้างเสถียรภาพด้านราคาเชื้อเพลิง และสร้างจุดสมดุลให้กับราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ เนื่องจากเอทานอลเป็นพลังงานที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ จึงมีต้นทุนที่เสถียรกว่า ช่วยลดแรงกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนภาคขนส่งได้อย่างยั่งยืน ทั้งยังต่อยอดศักยภาพวัตถุดิบการเกษตรของไทย โดยเฉพาะอ้อยและกากน้ำตาลรวมถึงมันสำปะหลัง ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในรูปแบบพลังงานชีวภาพ
“ปัจจุบันการใช้เอทานอลในประเทศอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กลุ่มน้ำมันเบนซินมีการใช้รวมกว่า 30 ล้านลิตรต่อวัน หากมีการผลักดัน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานอย่างจริงจัง ความต้องการใช้เอทานอลจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ”
ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยราว 90 ล้านตันต่อปี และผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคการผลิตที่สามารถต่อยอดสู่พลังงานชีวภาพ เห็นได้จากมูลค่าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8% ของเศรษฐกิจในประเทศ ภาคเกษตรประมาณ 1.2 แสนล้านบาท จึงถือเป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบพลังงาน และกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ภาคเกษตรทั้งชาวไร่อ้อยและไร่มันในวงกว้าง
นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ นายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง กล่าวว่า อุตสาหกรรมเอทานอลจากมันสำปะหลังของประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในการผลิตเพื่อรองรับนโยบาย E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน โดยความแข็งแกร่งนี้สะท้อนผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.ความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีวัตถุดิบภายในประเทศที่เพียงพอรองรับกับแผนสร้างความมั่นคงพลังงานของภาครัฐ
2.ศักยภาพการผลิตและเทคโนโลยีของโรงงานเอทานอล ที่สามารถรองรับความต้องการใช้งานได้ทันที ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และ 3.การยกระดับห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังของประเทศ สู่การเป็นพืชพลังงานยุทธศาสตร์ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพราคา และรายได้ให้เกษตรกร
ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลรวมสูงสุดประมาณ 7.2 ล้านลิตรต่อวัน จากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ สามารถรองรับความต้องการใช้งานได้ทันที และยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกกว่า 50–60% หากภาครัฐมีการส่งเสริมการใช้ E20 อย่างเต็มรูปแบบ จะทำให้ความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมเอทานอลเพิ่มขึ้นประมาณ 6 ล้านตันต่อปี
ขณะที่โครงสร้างการใช้ผลผลิตในปัจจุบันกว่า 90% ยังอยู่ในอุตสาหกรรมแป้งและมันเส้น และมีเพียงประมาณ 10% ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล ส่งผลให้ปริมาณมันสำปะหลังที่เข้าสู่โรงงานเอทานอลในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2–3 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการดังกล่าว
อย่างไรก็ดีอุตสาหกรรมเอทานอลไทยมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบ โดยโรงงานจำนวนมากเป็นโรงงานไฮบริดที่สามารถใช้ทั้งมันสำปะหลังและกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบทดแทนกันได้ และได้มีการปรับตัวด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านซัพพลายที่เปลี่ยนแปลง
“ทั้งสองสมาคมเห็นตรงกันว่า การกำหนดให้ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานชีวภาพในภูมิภาคในอนาคต”