SCB FM ชี้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องจากดอลลาร์แข็ง–บอนด์ยีลด์พุ่ง ผนวกสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันสูง เสี่ยงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Stagflation ให้กรอบเงินบาทในระยะ 1 เดือน ที่ 32.60-33.10 บาท แนะผู้ส่งออกทยอยขาย–ผู้นำเข้ารอจังหวะซื้อใกล้ 32.50 บาท
19 มี.ค. 2569 นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 เดือน เป็นผลจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury yields) ที่สูงขึ้นเร็ว
โดยการตอบสนองหรือปฏิกิริยาดังกล่าว ไม่ได้เป็นแค่ผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ออกมาส่งสัญญาณ Hawkish (จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น) แต่เป็นผลสืบเนื่องจากสงครามในอิหร่านที่รุนแรงขึ้น และมีแนวโน้มกระทบโครงสร้างพลังงานของโลกมากขึ้น หลังอิหร่านโจมตีโรงงานส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกาตาร์
ทำให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปรับสูงขึ้นเร็ว ซึ่งมีแนวโน้มกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่า นอกจากนี้ ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เมื่อคืนออกมาสูงกว่าคาด ทำให้เห็นแรงกดดันเงินเฟ้อตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามในอิหร่าน จึงหนุนให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอีกด้วย
ขณะที่เงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อในระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง โดยมองกรอบในระยะ 1 เดือนจากนี้ที่ ราว 32.60-33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก
1. สงครามในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรง ถึงแม้สหรัฐฯ จะกังวลเรื่องราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทำให้มีท่าทีที่แข็งกร้าวน้อยลง แต่อิสราเอลยังเดินหน้าโจมตีอิหร่านและได้ขยายการโจมตีไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณว่าอิหร่านและอิสราเอลจะตกลงกันได้ จึงมีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อกว่าที่สหรัฐฯ
ประเมินไว้ว่าสงครามจบภายใน 6 สัปดาห์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) อาจยังอยู่ในระดับสูงที่ราว 108-115 ดอลลาร์/บาร์เรล กดดันให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สูงขึ้น ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และเงินภูมิภาครวมถึงเงินบาทอ่อนค่าต่อได้
2. ความเสี่ยง Stagflation (เศรษฐกิจชะงักงัน) เพิ่มมากขึ้น โดยตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนแอลง ขณะที่เงินเฟ้อมีสัญญาณเร่งตัวตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดสงคราม (จากภาคบริการ) จึงมีโอกาสที่เฟด จะดำเนินนโยบาย Hawkish กล่าวคือมีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยช้าลงและน้อยกว่าที่เคยคาดไว้
โดยนายวชิรวัฒน์คาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้อย่างมาก 1 ครั้งในปีนี้ (เดิมคาด 2 ครั้ง) อย่างเร็วอาจเป็นช่วง ไตรมาส 4 เป็นต้นไป แต่หากสงครามยืดเยื้อ ดันเงินเฟ้อสูงกว่าคาด (ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI กลับมาสูงกว่า 3.5%) ก็อาจทำให้เฟดไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้
3. ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายโลกเปลี่ยนไป โดยนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ (EM assets) ลง และหันมาถือเงินดอลลาร์สหรัฐที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe haven currency) ส่งผลให้เงินภูมิภาค เช่น เงินหยวน อ่อนค่าลงด้วย
ดังนั้น แรงหนุนต่อเงินบาทจึงลดลงเช่นกัน อีกทั้ง เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าไทยมากในเดือน ม.ค.-ก.พ. กลับมาไหลออกในเดือนนี้ค่อนข้างมาก (ออกจากตลาดหุ้นและบอนด์รวมกันราว 8 หมื่นล้านบาท)
โดยนายวชิรวัฒน์ มองว่าในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าเร็ว เป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกจะทยอยขายเงินดอลลาร์โดยมองกรอบการขายที่ราว 32.85-33.35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ อาจพิจารณาซื้อ Options (ตราสารที่ให้สิทธิกับผู้ซื้อว่าจะซื้อ) เพื่อปิดความเสี่ยงจากกรณีที่สงครามอาจกลับมาลดความรุนแรงลง และทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว แต่ขณะเดียวกัน การใช้ Options ก็สามารถเปิดโอกาสที่จะได้ขายดอลลาร์ในระดับที่สูงขึ้นหากบาทอ่อนค่าต่อ
สำหรับผู้นำเข้ามองว่า หากค่าเงินดอลลาร์ย่อลงมาใกล้เคียง 32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และต่ำกว่า จะเป็นจังหวะให้ผู้นำเข้าที่ต้องการซื้อเงินดอลลาร์สามารถทยอยซื้อได้ โดยมองว่าโอกาสที่เงินดอลลาร์ จะลงมาต่ำกว่า 32 บาท อาจมีไม่สูงนัก แต่มีโอกาสที่บาทจะอ่อนค่าต่อได้ เพราะสงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อมากขึ้น
นายวชิรวัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) มีมติ 11 ต่อ 1 ให้คงดอกเบี้ยนโยบาย (fed funds rate) ไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตามคาดนั้น และในแถลงการณ์หลังการประชุม กรรมการเน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
พร้อมกับได้ตัดถ้อยคำในแถลงการณ์เดือนม.ค.ที่ระบุว่าตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณ “ทรงตัว” ออก และแทนที่ด้วยการระบุว่า อัตราการว่างงาน “แทบไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา” อีกทั้ง ในประมาณการเศรษฐกิจ กรรมการได้ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อปี 2569 เป็น 2.7% (จากเดิม 2.4%) และปรับเพิ่มเงินเฟ้อพื้นฐานเป็น 2.7% (จากเดิม 2.5%)
ขณะเดียวกัน ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 เล็กน้อยเป็นขยายตัว 2.4% (จาก 2.3%) และคงคาดการณ์อัตราการว่างงานปลายปี 2569 ไว้ที่ 4.4%