การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับแผนตลาดเร่งด่วน หลังเหตุสู้รบในตะวันออกกลางกระทบการเดินทางโดยตรง สั่งเลื่อน 3 งานใหญ่ พร้อมเดินหน้าตลาดยุโรป-อเมริกาเต็มสูบ ควบคู่หาตลาดใหม่ทดแทน ตั้งวอร์รูมรับมือวิกฤต ประเมินกรณีเลวร้ายสุดนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหายไปถึง 25%
วันที่ 20 มี.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวไทย โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.
พร้อมผู้บริหารที่รับผิดชอบตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกา และตัวแทนภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรมไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) รวมถึงสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ เข้าร่วม
โดยผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า เหตุการณ์สู้รบส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดระยะไกลอื่น เช่น ยุโรปและอเมริกา ยังได้รับผลกระทบในระดับจำกัด
เลื่อน 3 โรดโชว์ “ตะวันออกกลาง” ทันที
อย่างไรก็ดี ล่าสุดททท.ได้ตัดสินใจเลื่อนกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในกลุ่มตะวันออกกลางรวม 3 งานหลัก ได้แก่
กิจกรรม Amazing Thailand Roadshow to South Africa 2026 ซึ่งเดิมกำหนดจัดระหว่างวันที่ 7-9 เม.ย. ณ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก เดอร์บัน และเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 20 ราย เนื่องจากเส้นทางเดินทางส่วนใหญ่ต้องผ่านศูนย์กลางการบินในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
กิจกรรม The Middle East Trade Meet (MTM) & Mega FAM Trip 2026 ระหว่างวันที่ 20-25 เม.ย. ซึ่งจะนำผู้ซื้อจากตะวันออกกลาง 60 ราย มาเจรจากับผู้ประกอบการไทย 80 ราย ในหลายเมืองท่องเที่ยวหลัก
กิจกรรม Roadshow to Mid East Pre-ATM ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน ณ เมือง Al-Qassim และ Jeddah ประเทศซาอุดีอาระเบีย
ส่วนงาน Arabian Travel Market (ATM) ที่นครดูไบ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานท่องเที่ยวใหญ่ระดับโลก ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากผู้จัดงาน โดย ททท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เดินหน้าตลาด “ยุโรป-อเมริกา” สร้างความเชื่อมั่น
ส่วนงานส่งเสริมการตลาดในภูมิภาคยุโรปและอเมริกา ททท.ยังคงดำเนินกิจกรรมตามแผน โดยมุ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลอดภัย
ทั้งนี้ในตลาดยุโรป เตรียมจัดงาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet 2026 วันที่ 23 เม.ย. ที่ โรงแรมเมอเวนพีค สุขุมวิท โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการไทย (Seller) เข้าร่วมประมาณ 80 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อ (Buyer) บางส่วนจากยุโรปและตะวันออกกลางอาจยกเลิกการเดินทาง เนื่องจากต้นทุนตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นและข้อจำกัดด้านเที่ยวบิน
ขณะที่งาน Amazing Thailand Roadshow to UK 2026 วันที่ 19-21 พ.ค.นี้ ยังคงเปิดรับสมัครและคาดว่าจะดำเนินการได้ตามแผน
ด้านตลาดอเมริกาเหนือ ประกอบด้วยกิจกรรม Amazing Thailand Roadshow to US & Canada 2026 ระหว่างวันที่ 7, 9 และ 13 เม.ย. ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา และแวนคูเวอร์ ประเทศแคนนาดา ยังคงเดินหน้าปกติ เช่นเดียวกับงาน Latin America Roadshow ในเดือนพ.ค.นี้ ครอบคลุม เซาเปาลู ประเทศบราซิล, โบโกตา ประเทศโคลอมเบีย และเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก
เร่งหาตลาดใหม่ทดแทน
นางสาวฐาปนีย์ เปิดเผยว่า ททท.ได้ติดตาม Sentiment ตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับกลยุทธ์สื่อสารเชิงรุก เพื่อย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลอดภัย (Safe Destination) ในการสร้างความเชื่อมั่นพร้อมทั้งให้ข้อมูลสำคัญอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกันได้เร่งหาตลาดทดแทน เช่น จีนตอนใต้ อินเดีย อาเซียน เกาหลี และญี่ปุ่น โดยใช้กลยุทธ์ Two-way Tourism Marketing ร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพื่อกระตุ้นการเดินทางระหว่างกัน
ในด้านงบประมาณ ททท.มีแผนใช้งบที่เหลือจากโครงการ Thailand Summer Blast และโครงการสนับสนุนสายการบินในตลาดจีน ไปต่อยอดในตลาดระยะไกลที่ไม่ต้องพึ่งพาเส้นทางตะวันออกกลางจนถึงเดือนก.ค.นี้ และอาจเสนอของบเพิ่มเติมหากไม่เพียงพอ
ดันโปร “บินต่างประเทศ แถมบินในไทย”
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาโครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” เพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยซื้อตั๋วบินเข้าประเทศไทยและได้รับสิทธิ์บินภายในประเทศฟรี
รวมถึงแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้โครงการ “ไทยเที่ยวไทย” ผ่านโมเดลคนละครึ่ง Plus โดยมองว่าจะเพิ่มในส่วนของภาคการท่องเที่ยวเข้าไได้อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย ซึ่งจะมีการหารือกับภาคเอกชนต่อไป
ตั้งวอร์รูม-ดึงไทยเป็นฮับการบิน
นางสาวฐาปนีย์ กล่าวด้วยว่า ททท.ยังเตรียมจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ หรือ วอร์รูม (War Room) ร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อติดตามและบริหารจัดการวิกฤตการที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำระบบแดชบอร์ดด้านการท่องเที่ยว ครอบคลุมข้อมูลเที่ยวบิน ราคาน้ำมัน ต้นทุน และอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) การบริหารจัดการที่นั่งของสายการบิน ฯลฯ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายใน 1-2 สัปดาห์ รวมถึงการเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยมาตรการซอฟต์โลน (Soft Loan) ด้วย
นอกจากนี้ ททท.ยังอยู่ระหว่างหารือกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการดึงสายการบินจากตะวันออกกลางมาใช้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นจุดเชื่อมต่อ (Hub) เที่ยวบินอีกแห่ง เพื่อดึงเที่ยวบินตรงจากภูมิภาคยุโรป อเมริกา เข้าประเทศไทย
รวมถึงเจรจากับสายการบินยุโรปและอเมริกาให้ใช้จีน เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางมายังประเทศไทยอีกทางหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวระยะไกล ยังสามารถเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยได้เหมือนเดิม
ประเมิน Worst Case นักท่องเที่ยวหาย 25%
ผู้สื่อข่าวรายงว่านว่า ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1-9 มี.ค. 2569 (ช่วงเกิดสงคราม) จำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลปรับลดลงทุกภูมิภาค ได้แก่ ยุโรป ลดลง -14.39% อเมริกา ลดลง -7.37% ตะวันออกกลาง ลดลง -76.51% และแอฟริกา ลดลง -15.06%
ททท.ประเมิน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่
Best Case (ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์) ภาพรวมนักท่องเที่ยวน่าจะลดลงจากเป้าหมายเดิม 2% เหลือ 35-36 ล้านคน (จากเป้าหมายเดิม 36.7 ล้านคน)
Base Case (ยืดเยื้อ 1-3 เดือน) ลดลงจากเป้าหมายเดิม 18% เหลือ 30-31 ล้านคน
Worst Case (เกิน 3 เดือน) ลดลง 25% เหลือนักท่องเที่ยวเพียง 27-29 ล้านคน โดยผลกระทบหลักจะเกิดกับตลาดตะวันออกกลางและยุโรปที่พึ่งพาเส้นทางบินผ่าน Gulf Hub เป็นสำคัญ
สถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังกดดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะด้านการเชื่อมต่อการบิน ททท.จึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์ทั้งระยะสั้นและระยะกลาง ทั้งการเลื่อนกิจกรรม การหาตลาดใหม่ และการยกระดับการบริหารวิกฤต เพื่อจำกัดความเสียหายและรักษาเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 ให้ได้มากที่สุด