“CPN” เผยไตรมาสแรกทราฟฟิกศูนย์การค้าและยอดขายยังเติบโต แม้เผชิญแรงกดดันจากสงคราม-พลังงานแพง ชี้ยังไม่เห็นสัญญาณลบชัด แต่ต้องจับตาจิตวิทยาการใช้จ่ายใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าลงทุน 5 ปี 1.1 แสนล้าน ปั้นมิกซ์ยูสทั่วประเทศ ลุ้นรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-คง VAT 7% พยุงกำลังซื้อในประเทศ
นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เปิดเผยว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทยังพบว่าปริมาณผู้ใช้บริการ (Traffic) ในศูนย์การค้ายังคงเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับยอดขายที่ยังขยายตัวได้ แม้จะมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก
โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยและภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจากการติดตามข้อมูลยังไม่พบสัญญาณชะลอตัวที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในมิติ จิตวิทยาการใช้จ่าย ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วหากเกิดเหตุการณ์กระทบความเชื่อมั่น
ขณะเดียวกันเพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดหวังมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น นโยบายซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (PPA) มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น ช้อปดีมีคืน รวมถึงมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวในประเทศ เช่น ไทยเที่ยวไทย, เราเที่ยวด้วยกัน เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อภายในประเทศ ตลอดจนนโยบายด้านภาษี โดยเสนอให้รัฐบาลคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% ต่อไป เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมภาระของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
“ยอมรับว่ายังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อในระยะถัดไป โดยในขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณลบที่ชัดเจนภาพ ดูได้จากภาพรวมปัจจุบันทั้งกำลังซื้อและปริมาณ Traffic หรือ ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในห้างรวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วงเดือนมี.ค. ยังคงมีการเติบโต”
นางสาววัลยา กล่าวและว่าในเบื้องต้นบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ในระดับ High single digit หรือโตเกือบ 10% (จากรายได้รวมปี 2568 ที่ทำได้ 54,579.42 ล้านบาท) และยังคงเดินหน้าแผนลงทุนในระยะ 5 ปี มูลค่า 110,000 ล้านบาท ครอบคลุมช่วงปี 2569–2573 โดยเน้นขยายโครงการ Retail-Led Mixed-Use Development ตั้งเป้าเพิ่มโครงการมิกซ์ยูสเป็น 33 โครงการภายในปี 2573 สร้างการจ้างงานรวมกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050

“ตามแผนการลงทุน 5 ปี ของเซ็นทรัลพัฒนา ตั้งเป้าหมายที่จะมีโครงการในพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด ประกอบด้วยศูนย์การค้า 45 แห่ง,คอมมูนิตี้มอลล์ 16 แห่ง, โรงแรม 17 แห่ง,โครงการที่อยู่อาศัย ทั้งหมด 53 โครงการ และ อาคารสำนักงาน ทั้งหมด 11 แห่ง”
สำหรับในปี 2569 บริษัทมีแผนเปิด 2 โครงการมิกซ์ยูสใหม่ ประกอบด้วย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส จ.ขอนแก่น บนพื้นที่ 30 ไร่ ขนาดพื้นที่รวม 62,000 ตร.ม. ประกอบด้วยศูนย์การค้า ซึ่งจะเปิดให้บริการในเดือนพ.ค.นี้ รวมถึงยังมี คอนโดโดมิเนียม PHYLL สูง 33 ชั้น, และ GO! Hotel โรงแรมแห่งแรกของภาคอีสาน
ส่วนอีกโครงการภายใต้เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ จ.นนทบุรี พัฒนาใหม่จากศูนย์การค้าเดิมสู่มิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดบนที่ดิน 59 ไร่ พื้นที่รวม 210,000 ตร.ม. ประกอบด้วยศูนย์การค้าและคอนโด PHYLL โดยในส่วนของศูนย์การค้าเตรียมเปิดให้บริการในเดือนก.ค.นี้
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงพื้นที่ในโครงการเดิม เพื่อยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้โครงการที่มีอยู่แล้ว เช่น เซ็นทรัลบางนา,เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ซึ่งทำให้มีผู้เข้าใช้บริการเข้ามาสูงขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้มาใช้บริการภายในศุนย์การค้าในเครือรวมกว่า 510 ล้านคนต่อวัน ส่งผลให้ศุนย์การค้าของ CPN มีศักยภาพในการดึงดูดผู้เช่าเข้ามามากขึ้น
ขณะเดียวกันในปี 2569 จะมีการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่เพิ่ม 6 แห่ง ได้แก่ Oakwood Central Hat Yai และโรงแรมภายใต้แบรนด์ GO! Hotel จำนวน 5 แห่ง ที่เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส, นครสวรรค์, เชียงราย, เชียงใหม่, และอยุธยา

ทางด้านนายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล President, Retail and Development เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่าภายใต้แผนการดำเนินงานในระยะ 5 ปี ดังกล่าว บริษัทมุ่งที่จะพัฒนาสู่การเป็น “Mega Scale Urban Transformation” ยกระดับกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่สู่มหานครระดับโลก เช่นเดียวกัน สิงคโปร์ โตเกียว และโคเปนเฮเก้น ผ่านโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตในทุกมิติ
ปักหมุดแลนด์มาร์คใหม่ทั่วกรุง
สำหรับแผนลงทุนในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยบริษัทได้วางโครงข่ายโครงการตามแนวยุทธศาสตร์ใน 4 มุมเมืองสำคัญ ประกอบด้วย
1.Super Core CBD ด้วยความแข็งแกร่งของ เซ็นทรัลเวิล์ด,เซ็นทรัล แอมบาสซี่ และโครงการแลนด์มาร์คระดับโลกอย่าง เซ็นทรัลพาร์ค ที่กำลังพัฒนาเพื่อเชื่อมต่อย่านพระราม 1 (ที่ดิน 6 ไร่ โรงหนังสกาลาเดิม) ซึ่งบริษัทเตรียมจะเปิดเผยรายละเอียดการพัฒนาโครงการในอีก 2 เดือนข้างหน้า
2.New CBD หรือศูนย์กลางธุรกิจใหม่ของกรุงเทพฯ นทรัล พระราม 9 เดิม แอย่าง พระราม 9 โดยเตรียมแผนพัฒนาโครงการ เซ็นทรัล จีอาร์ 9 มิกซ์ยูสระดับโลกบนพื้นที่กว่า 73 ไร่ (1.1 ล้าน ตร.ม.) ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน โรงแรม และที่พักอาศัย โดยมีแผนพลิกโฉมเซ็ละขยายพื้นที่เพิ่มเติม
3.The Central District (ลาดพร้าว-พหลโยธิน) เป็นการรวมพลังศูนย์การค้า เซ็นทรัล ลาดพร้าว และเซ็นทรัล พหลโยธิน สร้างเป็นย่านเศรษฐกิจใหม่บนพื้นที่รวมเกือบ 100 ไร่ มีพื้นที่อาคารรวมกว่า 770,000 ตรม. ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยจะเน้นการเป็นศูนย์รวม Flagship Store และ New Experience Retail
4.กรุงเทพฯ ตอนเหนือ (รังสิต) โครงการระดับ เมกะโปรเจคที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เซ็นทรัลเคยทำมา รองรับแผนการสร้างเมืองแห่งอนาคต บนพื้นที่ 750 ไร่ ย่านรังสิต เบื้องต้นยังอยู่ระหว่างการวางแผนและพัฒนา โดยคาดว่าเฟสแรกจะใช้อยู่ในแผน 5 ปี ขณะที่การพัฒนาเต็มรูปแบบจะต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรหลายภาคส่วน
รุกตลาดภูมิภาคและยกระดับหัวเมืองท่องเที่ยว
นอกจากกรุงเทพฯ แล้วการขยายศักยภาพในพื้นที่อื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น เซ็นทรัล นอร์ท ราชพฤกษ์ เตรียมเปิดโครงการใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในนนทบุรี 59 ไร่ ในเดือนก.ค.นี้,เซ็นทรัล บางนา ปรับโฉมสู่การเป็นมิกซ์ยูสขนาด 50 ไร่ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง เตรียมเปิดโฉมใหม่ไตรมาส 4 ปีนี้
ขณะที่เซ็นทรัลขอนแก่น แคมปัส ซึ่งเป็นศูนย์แห่งที่ 2 ใน จ.ขอนแก่น บนทำเลใกล้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ มาพร้อมคอนโดมิเนียมและโรงแรม Go! Hotel แห่งแรกในอีสาน
รวมถึงเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ที่จะยกระดับครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 30 ปี บนพื้นที่ 130 ไร่ เพื่อรองรับการเติบโตของเชียงใหม่ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ
เซ็นทรัล ภูเก็ต ซึ่งจะเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก บนพื้นที่ 110 ไร่ (500,000 ตร.ม.) มุ่งสู่การเป็น The World Luxury Destination แห่งใหม่นอกกรุงเทพฯ และ จะเป็นใจกลางเมืองแห่งใหม่ของภูเก็ต
“การขับเคลื่อนทั้งหมดนี้คือพันธสัญญาของเซ็นทรัล พัฒนา ตลอด 45 ปี ในการสร้าง Future-Led Ecosystem เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ และสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย”