“อีสเทอร์น สตาร์” มองปี 2569 เป็นปีแห่งการบริหารความเสี่ยง เน้นกระแสเงินสด-ยอดโอนจริง ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน เดินหน้าเปิด 2 โครงการใหม่ มูลค่า 3,000 ล้านบาท
นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ESTAR กล่าวว่า ปี 2569 ไม่ใช่ปีของการเร่งเครื่องโดยไม่ระวัง แต่เป็นปีของการอ่านเกมให้ขาด ประคององค์กรให้มั่นคง และพิสูจน์ฝีมือด้วยผลลัพธ์จริง เนื่องจากในโลกที่ต้นทุนเปลี่ยนเร็ว ความเสี่ยงมาจากหลายด้าน และกำลังซื้อไม่ได้แข็งแรงเท่าเดิม สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ว่าจะขายได้เท่าไร แต่คือจะโอนได้จริงแค่ไหน กระแสเงินสดแข็งแรงเพียงใด และองค์กรมีวินัยพอจะผ่านปีแห่งความไม่แน่นอนได้หรือไม่
ขณะเดียวกันภายใต้สถานการณ์สงคราม พลังงาน และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ESTAR จะยังคงเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ตามแผนเดิมด้วยแผนเปิด 2 โครงการใหม่ในปีนี้ มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการบ้านแนวราบ บนถนนบูรพาพัฒน์ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ระดับราคา 6-8 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท ซึ่งเตรียมเปิดตัวในเร็วๆ นี้
ส่วนอีกโครงการสตาร์วิว เป็นคอนโดมิเนียมสูง บริเวณกรุงเทพฯ-นนฯ โดยมีห้องชุดพักอาศัยโดยรวม 800 ยูนิต ระดับราคา 2-5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท พร้อมกับตั้งงบซื้อที่ดินในปีนี้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยจะเน้นที่ดินในกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันใช้ไปแล้ว 250 ล้านบาท
ในขณะเดียวกันด้วยสถานการณ์ความไม่แน่นอนทำให้ในปีนี้บริษัทได้วางเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 1,770 ล้านบาท รายได้รวม 2,235 ล้านบาท รายได้ประจำ 130 ล้านบาท พร้อม อย่างไรก็ดี
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 2,022 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจที่อยู่อาศัย 1,892 ล้านบาท และรายได้ประจำอยู่ที่ราว 130 ล้านบาท โดยที่ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ 620 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และพร้อมทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้
“บริบทของปี 2569 ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งได้สร้างแรงกระแทกต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง เงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยโดยตรงผ่าน 4 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนทางการเงินและแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง และการชะลอของภาคท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง” นายนายไพโรจน์ กล่าว