พาณิชย์ เปิดแผนดูแลราคาสินค้า-ผุดมาตรการ ช่วย เกษตรกร-ผู้บริโภค
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแผนในการดูแลราคาสินค้าและบริการหลังจากรัฐบาลปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลว่า กระทรวงได้บูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัด ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิดเป็นรายวัน
เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเกินสมควรหรือการกักตุนสินค้า โดยระหว่างวันที่ 5–25 มีนาคม 2569 ได้ตรวจสอบสถานประกอบการแล้ว 2,474 แห่ง ครอบคลุมสถานีบริการนำมัน 1786แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ย 60 6แห่ง ตลาด/ห้างค้าปลีกค้าส่ง 585 แห่ง พบการกระทำผิดเพียงเล็กน้อยไม่ปิดป้ายราคา จำนวน 17 ราย และได้ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว
สำหรับการดูแลสินค้า และบริการควบคุมรวม 59 รายการ ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 นั้นแบ่งออกเป็น 3 มาตรการ คือ1.กลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ 8 รายการจำเป็น คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมพร้อมดื่ม ยาปราบบศัตรูพืช นมผง อาหารสัตว์ เหล็กแผ่นเคลือบดีบุกและโครเมียม และปุ๋ยเคมี จะต้องปฏิบัติตามมาตรการทางกฎหมาย โดยให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่าย ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา ขณะที่สินค้าอีกส่วนต้องแจ้งล่วงหน้าหรืออยู่ในกลุ่มติดตามใกล้ชิด ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่พบการขอปรับขึ้นราคาที่ผิดปกติ
2.สินค้าอีก 20 รายการและบริการ 2 รายการ ใช้มาตกาารต้องแจ้งกรมการค้าภายในก่อนที่จะทำการปรับราคาเช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน สบู่ก้อน สบู่เหลว กระดาษชำระ ผ้าอนามัย ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ บริการทางการแพทย์
และ3.กลุ่มสินค้าที่ต้องติดตามการเคลื่อนไหวราคาอย่างใกล้ชิดเช่น ข้าวสารบรรจุถุง ซอสปรุงรส น้ำปลา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำดื่มบรรจุภาชนะผนึก น้ำยารีดผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม
“ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้าทั้ง3 หมวดเข้ามา”
โดยผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 9 ราย ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ สหพัฒน์ P&G นีโอ โอสถสภา BJC F&Nเนสท์เล่ และดัชมิลล์ พบว่าปัจจุบันสต็อกสินค้ายังมีเพียงพอ และสามารถตรึงราคาต่อไปได้อีกระยะนึง
นอกจากนี้วันที่ 1 – 25 มี.ค. 69 กรมการค้าภายในได้รับข้อร้องเรียนราคาสินค้าจากประชาชนรวมทั้งหมด 385 คำร้อง ตรวจสอบแล้วเสร็จ รวม 152คำร้อง อาทิ ไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง ปิดป้ายแสดงราคาไม่ชัดเจน จำหน่ายสินค้าราคาเกินสมควร ตรวจสอบแล้ว ไม่พบการกระทำผิดตามร้องเรียน 133 ราย ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 233 คำ
นางศุภจีกล่าวว่าส่วนกรณีปุ๋ยเคมี ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ลงพื้นที่ตรวจสอบสต๊อกปุ๋ย และหารือร่วมกับ 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจการเกษตร รวมถึงผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายปุ๋ยรายสำคัญ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการซัพพลายและเตรียมมาตรการรองรับ
โดยได้รับการยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกปุ๋ยทั้งในโรงงานและคลังสินค้ายังมีเพียงพอ และการสั่งซื้อแม่ปุ๋ยยังดำเนินการได้ตามปกติ และกรมการค้าภายใน ได้ประสานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มอบหมายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก เร่งสำรวจและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะ
ในกลุ่มประเทศอาเซียน
กรณีน้ำมันปาล์ม ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งปริมาณผลผลิต สต๊อก และระดับราคา เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค พบว่า ปัจจุบันไทยมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ประมาณ 3.5 แสนตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเพียงพอต่อการบริหารจัดการภายในประเทศ
นอกจากนี้ ในระยะถัดไปได้ดำเนินการเชิงรุกประสานผู้ผลิต ห้างค้าส่ง ค้าปลีก รวมถึงสมาคมการค้าปลีกและค้าส่ง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดอย่างใกล้ชิด และไม่พบสัญญาณการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด รวมทั้งได้ติดตามโครงสร้างราคาสินค้าตั้งแต่ต้นทางการผลิต โรงสกัด โรงกลั่น จนถึงราคาจำหน่ายปลายทางอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสทางการค้า
สำหรับการดูแล วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจมีข้อจำกัดด้านปริมาณ เช่น เม็ดพลาสติก กำมะถัน และสารโซเวนท์ กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการ รวมถึงการลดขั้นตอนและข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน
เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการเม็ดพลาสติกเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม พร้อมเตรียมเจรจากับทางการเกาหลีใต้เพื่อขอผ่อนผันการส่งออกสารโซเวนท์และเร่งหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบสำรองอื่น ๆ เพิ่มเติมทันที
นางศุภจีกล่าวถึงการแก้ปัญหาราคาข้าวว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 69 กรมการค้าภายใน หารือนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เกี่ยวกับแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งการให้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างเต็มที่โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่มีความผันผวนส่งผลต่อต้นทุนการทำนา จึงได้เร่งใช้มาตรการทั้งด้านตลาดและลดต้นทุน เพื่อบรรเทาภาระให้เกษตรกรในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ได้แก่
โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 69 ตั้งเป้าดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) จะให้โรงสี/สหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาท/ตัน เริ่มดำเนินการ 1 เม.ย. 69 นำร่อง 5 จังหวัด คือ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร สุโขทัย
และการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก ในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม ให้ผู้ประกอบการนอกพื้นที่เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตโดยตรง ลดภาระค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่าย โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือกจะสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200–400บาท/ตัน ดำเนินการ ตั้งแต่ มี.ค. – พ.ค. 69 ขณะนี้มีจังหวัดยืนยันจัดงานแล้วรวม 8 ครั้ง
ทั้งนี้ ส่วนของข้อเรียกร้องด้านการจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังให้เพียงพอ กรมการค้าภายในจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งดูแล/ผลักดันแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงานเพื่อลดภาระต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรของชาวนาในช่วงสถานการณ์วิกฤต
นางศุภจีกล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนได้เป็นประธานการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อทบทวนสินค้าและมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ต้องมีการกำกับดูแลที่เหมาะสม
โดยปัจจุบันมีสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ ครอบคลุมสินค้าอุปโภค บริโภค และมีมาตรการที่เข้มข้น อาทิ ขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย แจ้งสต็อกปริมาณ ที่ผ่านมาใช้กลไกด้านการบริหาร โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ตรึงราคาสินค้าและบริหารต้นทุนร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ทั้งนี้เมื่อแนวโน้มต้นทุนยังมีความไม่แน่นอน จึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่กัน จึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่กัน ผ่านคณะกรรมการ กกร. ภายใต้พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ สามารถติดตามต้นทุนและป้องกันการปรับราคาที่ไม่เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที
โดยที่ประชุมเตรียมมาตรการเพื่อรับมือต่อปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 5 มาตรการ คือ1.ยกระดับการกำกับดูแลสินค้าเพิ่มรายการสินค้าจำเป็นเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุม ผ่านคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)อย่างเร่งด่วน อาทิ ผ้าอนามัย กระดาษชำระ แชมพู สบู่เหลว/สบู่ก้อน ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผงซักฟอก/น้ำยาซักผ้า
เพื่อป้องกันการขึ้นราคาโดยไม่เป็นธรรมและไม่เป็นไปตามกลไกของราคาต้นทุนที่แท้จริง เพื่อพิจารณาเพิ่มสินค้าที่จำเป็นเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุมในช่วงวิกฤต
2. ร่วมมือพันธมิตรผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย”
ประชุมหารือแนวทางการสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก เชิญหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย/สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย ฯลฯ หารือจัดทำสินค้า House Brand ของห้างร้าน และสินค้าแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ของผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของประเทศ เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชน เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และยาสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง คาดว่าจะเริ่มภายในเดือนเม.ย. เป็นระยะเวลา ระยะ 2 เดือน
3. จัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศระยะเวลาดำเนินการ มี.ค. – ส.ค. 694. ออกมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบาง พิจารณามาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพในช่วงสถานการณ์วิกฤต
และ5. ลดต้นทุนภาคเกษตร ขยายโครงการธงเขียวราคาประหยัด เป็น “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ครอบคลุมเกษตรกรในฤดูกาลเพาะปลูกสำคัญ และรองรับฤดูกาลผลิตที่กำลังจะมาถึง สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท และเกษตรกรที่มี “บัตรดินดี” ของกรมพัฒนาที่ดินจะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย ระยะเวลาดำเนินการ พ.ค. – มิ.ย. 69
รวมทั้ง ปรับสูตรปุ๋ยเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า เช่น จาก 46-0-0 เป็นสูตรที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น ,ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ พร้อมสนับสนุนผ่านคูปองหรือเครื่องมือทางการเงิน และขอความร่วมมือสถาบันเกษตรกรซื้อปุ๋ยตรงหน้าโรงงานในราคาถูก โดยมีระยะเวลาการดำเนินการระหว่าง
เดือนเม.ย. -ก.ค. 2569