NITMX เผยยอดธุรกรรมพร้อมเพย์ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 แตะ 2.21 พันล้านรายการ มูลค่ารวม 4.28 ล้านล้านบาท เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนึควรมมั่นใจในการใช้งาน

รายงานข่าวจาก บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินระดับประเทศ แจ้งว่า ข้อมูลการใช้งานระบบ “พร้อมเพย์” (PromptPay) ประจำเดือนก.พ. 2569 พบว่ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านปริมาณ และมูลค่าธุรกรรม แม้จะเป็นช่วงหลังเทศกาลสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงการใช้งานอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน

โดยเดือนก.พ. 2569 มียอดธุรกรรมพร้อมเพย์รวมทั้งสิ้น 2.21 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้นจาก 1.93 พันล้านรายการในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการเติบโต 15% ขณะที่มูลค่าธุรกรรมรวมอยู่ที่ 4.28 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4.09 ล้านล้านบาทในปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราการเติบโต 5%

การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงการใช้งานที่กระจายตัวในหลายบริบท ทั้งการโอนเงินระหว่างบุคคล (P2P) การชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR Code การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงการใช้พร้อมเพย์ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกรรมขนาดเล็กและกลางที่มีความถี่สูง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล

ขณะที่ ยอดลงทะเบียนเพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนการเข้าถึงในวงกว้าง ณ สิ้นเดือนก.พ. 2569 ยอดการลงทะเบียนพร้อมเพย์รวมอยู่ที่ 82.36 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น ภาคประชาชน: 81.97 ล้านเลขหมาย ภาคธุรกิจ: 0.40 ล้านเลขหมาย สะท้อนถึงการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคธุรกิจ ซึ่งต่างใช้พร้อมเพย์เป็นเครื่องมือหลักในการรับ–จ่ายเงินแบบเรียลไทม์ที่มีต้นทุนต่ำและปลอดภัย

สำหรับวันที่มียอดธุรกรรมสูงสุดของเดือนอยู่ที่ 73.55 ล้านรายการ เกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นช่วงปลายเดือน สอดคล้องกับรอบการจ่ายเงินเดือน การชำระค่าใช้จ่ายประจำ และการเคลียร์บัญชีของภาคธุรกิจ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ที่มีความชัดเจนในช่วงปลายเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่รายได้ถูกกระจายเข้าสู่ระบบ และถูกนำไปใช้จ่ายต่อในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในระดับครัวเรือน และภาคธุรกิจ

โดยธุรกรรมที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะการโอนเงินระหว่างบุคคล (P2P) เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการชำระค่าสินค้า และบริการผ่าน QR Code การชำระหนี้ การโอนเงินให้ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนการทำธุรกรรมในห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ การที่วันดังกล่าวตรงกับวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ ยังมีผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ใช้งานมักเร่งดำเนินธุรกรรมทางการเงินให้เสร็จสิ้นก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่งผลให้เกิดการรวมตัวของธุรกรรมในช่วงเวลาดังกล่าว

ทั้งในรูปแบบการโอนเงิน การสแกนจ่าย และการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงปลายเดือนยังสะท้อนถึงการบริหารสภาพคล่องของทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ โดยในภาคครัวเรือน ผู้บริโภคมีแนวโน้มจัดสรรรายได้เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก่อน เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค หรือภาระผูกพันทางการเงิน ขณะที่ภาคธุรกิจมีการเคลียร์บัญชี การชำระเงินให้คู่ค้า และการบริหารเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรอบบัญชีถัดไป

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการผสานกันระหว่าง “พฤติกรรมผู้ใช้งาน” และ “โครงสร้างระบบการชำระเงิน” ที่เอื้อต่อการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ โดยพร้อมเพย์สามารถรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาสำคัญได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในระดับมหภาค

ขณะที่ บริการ Cross-Border QR Payment ขาเข้า (Inbound) ในเดือนก.พ. 2569 มีมูลค่าธุรกรรมรวม 1,136.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 296.44 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการเติบโต 283% สะท้อนถึงการขยายตัวของการใช้งานระบบชำระเงินข้ามพรมแดน อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้จ่ายผ่าน QR Code เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ประเทศที่มีมูลค่าธุรกรรมขาเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. จีน – 747.83 ล้านบาท 2. มาเลเซีย – 194.93 ล้านบาท 3. ลาว – 76.80 ล้านบาท การที่ประเทศจีนยังคงครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จของความร่วมมือด้านการเชื่อมต่อระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้แอปพลิเคชันการชำระเงินของตนเองสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้า และบริการในประเทศไทยได้โดยตรง

ลดข้อจำกัดด้านการแลกเปลี่ยนเงินตรา และเพิ่มความสะดวกในการใช้จ่าย ขณะเดียวกัน การเติบโตของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และลาว ยังสะท้อนถึงศักยภาพของการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาค ที่ช่วยสนับสนุนทั้งการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน

ภาพรวมของการใช้งานพร้อมเพย์ในเดือนก.พ. 2569 แสดงให้เห็นถึงบทบาทของระบบในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” ที่รองรับทั้งธุรกรรมภายในประเทศและข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน