กรมธุรกิจพลังงาน เร่งติตตามตรวจสอบข้อมูลขนส่งน้ำมันย้อนหลัง ตั้งแต่ 1 ก.พ. หารูรั่วน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง คาดชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน หรือ ธพ. กล่าวว่าขณะนี้กรมอยู่ระหว่างติดตามตรวจสอบข้อมูลการขนส่งและกระจายน้ำมัน เพื่อบริหารจัดการเร่งกระจายน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์
“กรมอยู่ระหว่างขอข้อมูลย้อนหลังไปยังโรงกลั่น ผู้ค้ามาตรา 7 (ปั๊มน้ำมัน) และมาตรา 10 (จ๊อบเบอร์) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่าปริมาณน้ำมันในตลาดหายหรือรั่วไหลไปอยู่จุดใดบ้าง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง“
ในส่วนของรถบรรทุกน้ำมัน ที่รับน้ำมันจากจ๊อบเบอร์ไปส่งยังโรงงานอุตสาหกรรม ปั๊มน้ำมัน และปั๊มน้ำมัน อิสระ หรือปั๊มหลอด โครงการงานก่อสร้าง กรมก็จะไปไล่ดูว่าต้นทางการขนส่งน้ำมันไปยังจุดส่งมอบปลายทางเหล่านี้ว่ามีการรั่วไหลอย่างไร เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติ
ส่วนกรณีที่ถูกมองว่ามีการลักลอบนำไปจำหน่ายในสปป. ลาว แล้วขนส่งต่อไปกัมพุชา จากข้อมูลเบื้องต้นระหว่างเดือนม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา ไทยส่งออกน้ำมันดีเซลไปลาว 5.85 ล้านลิตร/เดือน เบนซิน 1 ล้านลิตร/เดือน เมื่อรัฐบาลมีมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ พบว่าไทยก็ลดการส่งออกน้ำมันไปลาวเหลือเพียง 4 ล้านลิตร/เดือนเท่านั้น เท่ากับว่าไม่พบความผิดปกติ
นายสราวุธ กล่าวยอมรับว่า สงครามสหรัฐ-อิหร่านที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นวิกฤตรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับการขนถ่ายน้ำมันจากแหล่งพลังงาน แม้ว่ากระทรวงจะมีการซ้อมแผนรับผือวิกฤตพลังงานเป็นประจำทุกปี แต่วิกฤตครั้งนี้รุนแรง เพราะราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แม้ว่าน้ำมันจะยังมีจำหน่ายในตลาดโลกแต่ระบบการขนส่งทำได้ยากลำบากกว่าปกติ
”กรมจะพยายามตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมีรูปแบบข้อกฎหมายรองรับการแก้ปัญหาดังกล่าวมาก่อน จึงต้องใชัเวลา และพยายามหาคนผิดมาลงโทษให้ได้”
ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก 53% จากตะวันออกไกล 11% และผลิตได้เองในประเทศ 9% ส่วนอื่นๆ จากสหรัฐ เวสต์แอฟริกา รวมถึงลาตินอเมริกา 27%แล้วกลั่นเป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานได้ 78.286 ล้านลิตร เป็นดีเซลพื้นฐานที่ยังไม่ได้ผสมไบโอดีเซล หรือ B0 จากน้ำมันดีเซลพื้นฐานจะถูกจัดส่งมาเป็นสต๊อกถังเก็บน้ำมันพื้นฐานของในโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันตามมาตร 7
ณ วันที่ 24 มี.ค.2569 สต๊อกถังเก็บน้ำมันดีเซลพื้นฐานทั้งประเทศรวมกันมีทั้งสิ้น 854 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.จำหน่ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว เมียนมา ประมาณ 5.85 ล้านลิตร
ส่วนที่ 2 จำหน่ายให้กับผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อไปจําหน่ายให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ไฟฟ้า ก่อสร้าง เป็นการจําหน่ายน้ำมัน B0 หรือน้ำมันดีเซลพื้นฐาน
ส่วนที่ 3 ส่วนที่ต้องไปผสมกับน้ำมันไบโอดีเซลหรือที่เรียกว่า B100 เพื่อผลิตเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา หรือที่เราเรียกกันว่าน้ำมันดีเซล B7 แล้วก็จะมาอยู่ในถังที่เรียกว่าถังเก็บน้ำมันผสม หรือถังน้ำมัน B7 ในวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมาเราผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในประเทศรวมทั้งสิ้น 90.29 ล้านลิตร มีสต็อกของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว อยู่ในถังรวมทั้งสิ้น 43 ล้านลิตร จากถังเก็บน้ำมันผสม หรือน้ำมัน B7 ที่พร้อมที่จะจําหน่ายให้กับประชาชน
โดยจะกระจายไปใน 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 เป็นขายตรงจากโรงกลั่น หรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ไปยังสถานีบริการ ภาคอุตสาหกรรม ราชการและรัฐวิสาหกิจ ขนส่ง
ส่วนที่ 2 จัดส่งโดยรถไฟ เรือ และรถบรรทุก ไปยังคลังภูมิภาค ของผู้ค้าหลัก (ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7) ส่งต่อไปยังภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะสถานีบริการเช่นเดียวกันกับส่วนที่ 1
ส่วนที่ 3 การจําหน่ายให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 หรือจ๊อบเบอร์ปริมาณ 6.337 ล้านลิตร ซึ่งเมื่อรวมกับปริมาณที่จำหน่ายข้างต้น อยู่ที่ 79.42 ล้านลิตร เป็นปริมาณน้ำมันดีเซลที่จำหน่ายในประเทศ รวมทั้งสิ้น 85.757 ล้านลิตร (ณ 24 มี.ค.2569)
นอกจากนี้ ธพ. ได้แจ้งให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่งข้อมูลการรับ-จ่ายน้ำมันของคลังให้กรมทุกวัน ซึ่งมีคลังน้ำมันเพื่อการจำหน่าย ทั้งหมด 92 แห่ง เป็นคลังเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 53 แห่ง ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่มีหน้าที่ต้องรายงาน จำนวน 18 ราย ขณะนี้ได้รับรายงานแล้ว จำนวน 13 ราย และยังไม่รายงานอีกจำนวน 5 ราย
นอกจากนั้นจะเป็นคลังของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 จำนวน 39 แห่ง อีกทั้ง กรมได้จัดทำแบบฟอร์มรายงานข้อมูลเพิ่มเติม โดยให้ทุกคลังระบุว่า สถานที่จัดส่งปลายทาง หมายเลขทะเบียนรถขนส่ง เพื่อนำส่ง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป
ที่ผ่านมา ธพ. ได้ดำเนินการออกตรวจการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของสถานีบริการทั่วประเทศ โดยเมื่อวันที่ 15-17 มี.ค.2569 ทั้งสิ้น 2,649 แห่ง โดยเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานพลังงานจังหวัด พบว่ามีการปิดบริการเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 247 แห่ง คิดเป็น 9.1%
ส่วนที่เปิดให้บริการแต่น้ำมันบางชนิดหมด หรือใกล้หมด 1,912 แห่ง คิดเป็น 72.2% และเปิดให้บริการมีน้ำมันเพียงพอจำหน่าย 496 แห่ง คิดเป็น 18.7% ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้น 45.7% ผู้ค้าน้ำมันจัดสรรให้ลดลง 40% รถขนส่งน้ำมันไม่เพียงพอ 7.4% และคลังน้ำมันไม่มีสินค้า 6.8%
อีกทั้ง เมื่อวันที่ 21-23 มี.ค.2569 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันเพื่อสร้างความมั่นใจ ร่วมกับตำรวจนครบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องของการติดป้ายราคา และทุกแห่งมีปริมาณจ่ายน้ำมันในเดือนมี.ค. ใกล้เคียงหรือสูงกว่าเดือน ม.ค.-ก.พ.2569
เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 กรมยังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานพลังงานจังหวัดสระบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยจำนวน 3 จุดในอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี หลังได้รับข้อมูลเบาะแสการลักลอบค้าหรือกักตุนน้ำมัน โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับอนุญาต รวมประมาณ 40,000 ลิตร และได้ยึดน้ำมันของกลางไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินคดี
“การกระทำนี้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย อาจถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายกักตุนเพื่อแสวงหากำไร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติม“
ทั้งนี้ กรมได้พัฒนาระบบตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ Fuel-DM (Fuel Distribution Monitoring) โดยทุกครั้งที่มีการขนส่งน้ำมันผู้ค้าน้ำมันต้องออกใบกำกับการขนส่ง และผู้ค้าน้ำมันต้องกรอกข้อมูลในระบบดังกล่าว โดยระบุคลังต้นทาง ไปปลายทาง ปริมาณเท่าใด ประเภทการขนส่ง นอกจากนั้นยังต้องแนบใบกำกับการขนส่งเข้าในระบบด้วย โดยขอข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ก.พ.2569 เป็นต้นมา เพื่อติดตามตรวจสอบการขนส่งน้ำมันถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
อย่างไรก็ตาม กรมยืนยันทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบประชาชน พร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทุกราย