ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเดินหน้าปรับกลยุทธ์รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง และสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ผู้ประกอบการรายใหญ่จับมือ “ไทยแลนด์ ลองสเตย์” พัฒนาโมเดลซื้ออสังหาฯ ควบสิทธิพำนักระยะยาว หวังดึงกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ผู้เกษียณอายุ และดิจิทัลโนแมดเข้ามาอยู่อาศัยและใช้จ่ายในไทย พร้อมหนุนประเทศสู่ศูนย์กลางการอยู่อาศัยระดับโลก
❍ เศรษฐกิจชะลอฉุดอสังหาฯ
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
อีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย คือการที่สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อจำนวนหนึ่งไม่สามารถผ่านการอนุมัติสินเชื่อได้ แม้มีความต้องการซื้อจริง ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มราคาต่ำถึงระดับกลางเผชิญข้อจำกัดด้านดีมานด์อย่างเห็นได้ชัด
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จึงต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาระดับยอดขายและบริหารสต็อกโครงการที่มีอยู่ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดต่างชาติ ซึ่งยังมีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการอยู่อาศัยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“Long Stay Visa” กลไกใหม่ดึงเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดอสังหาฯ
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อจากต่างชาติ คือการพัฒนาโมเดลการขายอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับสิทธิการพำนักระยะยาวในประเทศไทย หรือ Long Stay Visa
บทบาทสำคัญในโมเดลนี้คือ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด (TLM) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวของรัฐบาล โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ดำเนินงานในลักษณะ One Stop Service ประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการพำนักในประเทศไทยระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้เกษียณอายุ ผู้ต้องการฟื้นฟูสุขภาพ ผู้ใช้บริการทางการแพทย์ หรือกลุ่มนักศึกษานานาชาติ
โดยให้บริการครอบคลุมตั้งแต่ให้คำปรึกษา การจัดเตรียมเอกสาร การประสานงานด้านวีซ่า การอำนวยความสะดวกที่สนามบิน ตลอดจนบริการด้านการเงินและการประสานงานกับธนาคารทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้กระบวนการพำนักในประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่น
โมเดลนี้จึงถูกนำมาเชื่อมโยงกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยกำหนดเงื่อนไขการซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อให้สามารถขอวีซ่าพำนักระยะยาวได้
โดยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายเริ่มจับมือกับ TLM เพื่อสร้างแพ็กเกจ “ซื้ออสังหาฯ พร้อมบริการวีซ่า” หวังเพิ่มแรงจูงใจให้กับผู้ซื้อจากต่างประเทศ
❍ แสนสิริเปิดดันไทยWorld-Class Destination
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศความร่วมมือกับ TLM ในฐานะ Official Partner เพื่อผลักดันการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพเข้ามาพำนักในประเทศไทยระยะยาว ผ่านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทุกโครงการของแสนสิริ มูลค่าตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป โดยลูกค้าต่างชาติที่ซื้อโครงการของแสนสิริจะได้รับบริการแบบครบวงจร เช่น ค่าดำเนินการวีซ่าระยะยาวฟรี บริการเร่งด่วนในการประสานงานยื่นขอวีซ่า รวมถึงบริการ Airport Fast Track ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
โดยแสนสิริมองว่าความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศไทยให้เป็น “World-Class Destination” สำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุนของชาวต่างชาติ พร้อมช่วยสร้างการใช้จ่ายต่อเนื่องในภาคบริการ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่นของไทยด้วย
❍ เอพี ยกระดับบริการผู้ซื้อต่างชาติ
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่ร่วมมือกับ TLM เพื่อยกระดับบริการสำหรับลูกค้าต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมของบริษัทราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับสิทธิประโยชน์ อาทิ การสนับสนุนค่าธรรมเนียมการสมัครวีซ่าปีแรก มูลค่า 27,000 บาท สิทธิสมาชิก Thailand Longstay ระยะเวลา 20 ปี รวมถึงบริการช่องทางพิเศษที่สนามบิน เป็นต้น รวมถึง โปรโมชั่นพิเศษสำหรับโครงการพร้อมอยู่ในแบรนด์ THE ADDRESS, RHYTHM, LIFE และ ASPIRE โดยให้ส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท
ด้านบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับ TLM เปิดตัวแคมเปญดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ของบริษัท โครงการที่เข้าร่วมแคมเปญ ได้แก่ ปิติ สุขุมวิท 101, นิช โมโน บางโพ, เฟล็กซี่ เมกะ สเปซ บางนา, นิช โมโน พระราม 9, เฟล็กซี่ สาทร-เจริญนคร และ นิช โมโน รามคำแหง
พร้อมรับสิทธิประโยชน์ เช่น สมาชิก TLM ระยะเวลา 20 ปี และค่าธรรมเนียมวีซ่าพำนักระยะยาว 1 ปี รวมมูลค่ากว่า 31,000 บาท
❍ ASW-TITLE ชูIntegrated Longstay Service
บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW และบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่พัฒนาโครงการในพื้นที่จ.ภูเก็ต มีพอร์ตคอนโดมิเนียมและบ้าน สร้างเสร็จพร้อมอยู่และอยู่ระหว่างการพัฒนา ครอบคลุมหลายทำเลและหลายระดับราคา ตั้งแต่ 1.39-100 ล้านบาท ก็ได้ร่วมมือกับ TLM เช่นกัน โดยลูกค้าต่างชาติที่ซื้อโครงการในเครือ ASW และ TITLE ตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่า การบริการ Fast Track ที่สนามบิน รวมถึงบริการดูแลอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN ก็เดินหน้าจับมือกับ TLM เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ช่วยปลดล็อกขั้นตอนการขอวีซ่าที่ซับซ้อนจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเป็นอีกกลไกหนึ่งในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ
❍ กูรูชี้กลยุทธ์ระบายสต๊อก-ขยายดีมานด์
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการหลายรายร่วมมือกับ TLM เป็นการเปิดตลาดใหม่สำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมราคามากกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ หรือพัทยา รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้เกษียณอายุ นักลงทุนต่างชาติ และกลุ่ม Digital Nomads ที่ต้องการพำนักในประเทศไทยระยะยาว รวมถึงผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตในไทยมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป
การให้บริการแบบ One Stop Service ยังช่วยลดความยุ่งยากในการเตรียมเอกสารได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับการยื่นขอวีซ่าด้วยตัวเอง ทำให้โมเดลนี้ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อจำนวนมาก ประกอบกับ TLM มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยถือหุ้น 30% ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อต่างชาติอีกด้วย
❍ โอกาสอสังหาฯไทยในตลาดโลก
แม้ว่าปัจจุบันผู้ประกอบการอาจยังไม่สามารถคาดหวังยอดขายจำนวนมากจากโมเดลนี้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างฐานลูกค้าต่างชาติ หากเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหรือการเมืองในบางภูมิภาคของโลก ประเทศไทยอาจกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับการอยู่อาศัยระยะยาว
เนื่องจากไทยมีจุดแข็ง ด้านค่าครองชีพที่เหมาะสม โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และเสน่ห์ด้านวัฒนธรรม ปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งค่าครองชีพที่เหมาะสม โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเสน่ห์ด้านวัฒนธรรมและรวมถึงมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ ทำให้ไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัยระดับนานาชาติ
การเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์กับระบบวีซ่าพำนักระยะยาว ถือเป็นนโยบายที่มีศักยภาพในการเสริมสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งในมิติของการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ต่อยอดภาคท่องเที่ยว และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต