บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ไตรมาส 2/69 ตลาดผันผวนสูงจากสงครามและราคาน้ำมัน แนะคัดลงทุนสินทรัพย์คุณภาพ-เพิ่มสินทรัพย์ปลอดภัย พร้อมจับตารัฐบาลใหม่เดินหน้ามาตรการเร่งด่วนพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยง GDP โตต่ำและต้นทุนพลังงานพุ่ง

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) แพลตฟอร์มลงทุนเครือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เปิดเผยว่า 3 เดือนแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นปีได้ค่อนข้างดีและมีเงินไหลเข้าเอเชียอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในเดือนมี.ค.คือ ราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากผลกระทบของสงคราม

อย่างไรก็ดีสำหรับภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 ซึ่งถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำผลงานได้ดีในไทยประกอบด้วย กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รับอานิสงส์กระแส AI ทั่วโลก,กลุ่มปิโตรเคมี: โดยเฉพาะโรงงานที่มีวัตถุดิบ (Feedstock) จากอ่าวไทย ซึ่งได้เปรียบด้านต้นทุนในขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น,กลุ่ม ICT เป็นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ที่รายได้สม่ำเสมอ

กาง 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมัน

ทั้งนี้ InnovestX ได้วางสมมติฐานหลักไว้ 3 รูปแบบ เพื่อให้นักลงทุนวางแผนได้ชัดเจน

Base Case ราคาน้ำมันเฉลี่ย 65 ดอลลาร์ฯ ดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ ลดลงได้ 1 ครั้ง เงินบาทแข็งค่า (ประมาณ 32 บาท)

Moderate Case น้ำมันเฉลี่ย 85 ดอลลาร์ฯ ดอกเบี้ยเริ่มลดลงยากขึ้น เงินบาทอ่อนค่าลง

Worst Case น้ำมันพุ่งแตะ 100-120 ดอลลาร์ฯ หากสถานการณ์บานปลาย ดอกเบี้ยอาจไม่ลดหรือต้องปรับขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และเงินบาทจะอ่อนค่าอย่างรุนแรง

วิกฤตพลังงาน ไม่ใช่แค่น้ำมันแพง แต่ค่าไฟกำลังตามมา

นายสุทธิชัย กล่าวว่าจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ที่มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านกว่า 20% ของโลก กำลังเผชิญความเสี่ยง โดยเฉพาะอิรักที่ได้รับผลกระทบหนักสุด ขณะที่ไทยเองก็มีความเสี่ยงจากการนำเข้า LNG ที่ราคาสูงขึ้นตามตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคา Pool Gas (ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของก๊าซ) และค่าไฟฟ้าในไทยที่อาจต้องปรับตัวสูงขึ้นตามข้อเสนอของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

เจาะลึกผลกระทบรายกลุ่มอุตสาหกรรมใน SET Index

กลุ่มลบ (High Impact) สายการบิน และโรงไฟฟ้า (โดยเฉพาะกลุ่ม SPP ที่ต้นทุนก๊าซขึ้นเร็ว) รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างและยานยนต์ที่ต้นทุนเชื้อเพลิงและวัตถุดิบพุ่ง

กลุ่มกลาง (Moderate Impact) กลุ่มอาหาร (ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ พลาสติกสูงขึ้น) และกลุ่มท่องเที่ยว (การเดินทางลดลง)

กลุ่มบวก/กระทบน้อย (Low Impact) ธนาคาร, การแพทย์ และสื่อสาร ซึ่งมีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

กลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังน่าสนใจเพราะเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ทำให้ได้รับผลกระทบด้านเงินเฟ้อจำกัดกว่าประเทศอื่น แนะนำเน้นหุ้นคุณภาพ และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น แม้พึ่งพาน้ำมันเยอะแต่มีทุนสำรองน้ำมันสูงกว่า 200 วัน และได้อานิสงส์จากการเมืองที่มีเสถียรภาพ

ตลาดหุ้นจีน แนะนำเน้นหุ้นกลุ่มที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น Semiconductor, AI และ Advance Manufacturing ตามทิศทาง GDP ที่เน้นเติบโตเชิงคุณภาพ มากกว่าตัวเลขการเติบโตเพียงอย่างเดียว

คำแนะนำหุ้นที่ต้องมีติดพอร์ต

นายสุธิชัย แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่ม Defense (อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ) เนื่องจากการจัดทำงบประมาณด้านความมั่นคงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น และกลุ่ม Infrastructure/Grid (โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า) เพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center และพลังงานสะอาดในระยะยาว

กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์

นายสุทธิชัย กล่าวว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว อินโนเวสท์ เอกซ์ ยังคงแนะนำให้ “Stay Invested, Stay Selective” หรือลงทุนต่อเนื่อง โดยเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพและเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี โดยเฉพาะสินทรัพย์ปลอดภัย การถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสมเนื่องจากทองคำยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลาง-ยาว แต่อาจผันผวนในระยะสั้นจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น

ส่วนการลงทุนในระยะยาว แนะนำให้มองหาอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก อาทิ AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)

มุมมองเศรษฐกิจมหภาค วิเคราะห์ฉากทัศน์ “Operation Epic Fury

นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังเติบโตระดับปานกลาง แต่เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งแตกต่างจากสงครามในอดีตเพราะมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและปิดช่องแคบฮอร์มุซ

พลิกเกมดอกเบี้ยโลก

นายปิยศักดิ์ กล่าวว่าสงครามครั้งนี้สร้างความเสี่ยง Stagflation (ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน หรือเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอ) และอาจบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) พลิกจากวัฏจักรผ่อนคลายมาสู่การ “ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.13%” ในกรณีเลวร้ายที่สุด พร้อมดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น 10% จากก่อนเกิดสงคราม กดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก

วิเคราะห์เศรษฐกิจไทย
ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจ (GDP) ไทยปี 2569 ในกรอบ 1.0–1.7% โดยในกรณีฐานที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุด GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% ส่งผลให้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1% และเงินบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาท

ความเปราะบางด้านพลังงาน
เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิมากกว่า 7% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ซึ่งหากราคาดีเซลขยับจาก 30 บาทสู่ 40 บาท จะฉุด GDP ไทยลดลงทันที 0.13% และดันเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น 1.16% นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า และต้นทุน LNG ที่พุ่งสูงกว่า 100%

ความหวังจากรัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายปิยศักดิ์ กล่าวว่าอย่างไรก็ดีในสัปดาห์นี้ คาดว่ารัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที โดยอาจใช้มาตราฉุกเฉิน (ม.161-162) เพื่ออนุมัติมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การเพิ่มเพดานการขาดทุนของกองทุนน้ำมัน เพื่อตรึงราคาพลังงาน และ มาตรการ “คนละครึ่ง” ที่อาจนำกลับมาใช้อย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

ขณะที่นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่าสถิติในอดีตบ่งชี้ว่า เมื่อสหรัฐฯ ประกาศสงคราม ตลาดหุ้นมักจะ Panic ในช่วงแรกแต่หลังจากนั้นมักจะเป็นโอกาสในการ “ซื้อ” โดยมีคำแนะนำแบ่งตามระยะเวลาดังนี้

ระยะสั้น (เมื่อสงครามคลี่คลาย) เน้นกลุ่มที่ถูกขายหนักเกินไป (Short Covering) เช่น ท่องเที่ยว, ธนาคาร, และกลุ่มยานยนต์

ระยะกลาง (6-12 เดือน) เลือกหุ้นที่มีอำนาจต่อรองราคา สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้โดยที่ลูกค้าไม่เลิกใช้ เช่น กลุ่มการแพทย์ (BDMS) และกลุ่มสื่อสาร (ADVANC)

ระยะยาว (Post-War New Normal) ลงทุนในเทรนด์โลกใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, พลังงานทางเลือก (เน้นนิวเคลียร์และโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่), และการเปลี่ยนแปลงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

ปะเมิน SET Index รัฐบาลใหม่คือความหวัง แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนส่อเค้าลดลง

นายสิทธิชัย ยังได้ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย โดยมองกรอบที่ 1,500 – 1,530 จุด ในกรณีปกติ แต่หากเข้าสู่สถานการณ์เลวร้าย (Scenario 3) ดัชนีอาจลงไปทดสอบที่ 1,100 – 1,200 จุด ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2569 มีโอกาสถูกปรับลดลงตามต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่พลังงานที่กำไรอาจหายไปถึง 8%

หุ้นแนะนำ 5 ตัวเด่น (Top Picks)
ในภาวะที่ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย (กนง.) อาจไม่ลดลงตามคาด และเศรษฐกิจมีความเสี่ยงสูง InnovestX แนะนำหุ้นกลุ่มตั้งรับ (Defensive)

ADVANC แข็งแกร่งในกลุ่มสื่อสาร รายได้สม่ำเสมอ
BDMS กลุ่มการแพทย์ที่มีอำนาจเหนือราคา
CPALL / BJC กลุ่มค้าปลีกที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐ (ถ้ามี)
GULF กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่มีการเติบโตชัดเจน

อย่างไรก็ดีหากสงครามจบฉับพลัน แนะนำให้สลับเข้ากลุ่มท่องเที่ยวและธนาคารทันที

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน