สสว.ปรัประมาณการจีดีพี เอสเอ็มอีปี 2569 เหลือ 1.6-2.3% งัดมาตรการเชิงรุกช่วยเหลือ 3 ระยะ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่าได้ปรับแนวโน้มผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) เอสเอ็มอีปี 2569 ลดลงเหลือ 1.6-2.3% จากเดิมคาดไว้โต 2.8% เนื่องจากมีความเสี่ยงมากขึ้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-สหรัฐ กับอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโลกและไทย โดยเฉพาะใน 4 ด้านสำคัญ อาทิ 1.วิกฤตต้นทุนพลังงาน ที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 130-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงสิ้นปี จะก่อให้เกิดภาวะ “Cost-push inflation” หรือเงินเฟ้อฝั่งต้นทุนที่ 2-3% ซึ่งจะบีบให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและกระทบต่อกำลังซื้อผู้บริโภค
2.ภาคการผลิตเปราะบาง (Double Squeeze) คาดว่าจีดีพีภาคการผลิตจะหดตัว 0.6% จากการถูกบีบทั้งฝั่งต้นทุน (Supply side) และรายได้ที่ลดลง (Demand side) โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ คือ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี อาหาร พลาสติก และแก้วเซรามิก
3.รายได้ท่องเที่ยวหายแสนล้าน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงเหลือ 32.75 ล้านคน จากเป้าหมาย 37 ล้านคน ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปกว่า 109,000 ล้านบาท โดยล่าสุดพบสัญญาณการหดตัวของนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลาง จากราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูง
และ 4.ความเสี่ยงด้านการส่งออก หากสงครามลากยาวจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักและค่าระวางขนส่งที่แพงขึ้น
สำหรับจีดีพี เอสเอ็มอีปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% ในไตรมาสสุดท้าย คิดเป็นมูลค่า 1.72 ล้านล้านบาท หรือ 34.9% ของจีดีพีรวมประเทศ แบ่งตามขนาดธุรกิจพบว่า วิสาหกิจรายย่อยโต 2.3% ขนาดย่อมโต 2.5% และขนาดกลางโต 2.2%
โดยล่าสุดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMESI) ในเดือนก.พ.2569 อยู่ที่ระดับ 52.3 เมื่อเทียบกับระดับ 52.2 ในเดือนม.ค. ซึ่งยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ขณะที่คาดการณ์ดัชนี 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 52.8 สาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่และเทศกาลตรุษจีน ประกอบกับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจส่งผลให้กำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจแผ่วลง
ทั้งนี้ เราได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีครอบคลุม 3 ระยะ โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในระยะเร่งด่วน (ลดต้นทุน/เสริมสภาพคล่อง) การจัดตั้ง War Room SME ทั่วประเทศผ่านศูนย์ OSS เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสาร สนับสนุน SME Coach ช่วย “Lean ธุรกิจ” ลดใช้พลังงาน จัดหา Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำ และประสานกรมสรรพากรเร่งคืนภาษี VAT/CIT
ระยะกลาง เพื่อเพิ่มรายได้และขยายโอกาส โดยการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลขยายช่องทางตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลสมัยใหม่เพื่อเพิ่มยอดขาย ส่งเสริมการใช้ Data Analytics ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อเปิดตลาดส่งออกใหม่ทดแทนตลาดเดิม
ระยะถัดไป เรามีแนวคิดในการช่วยเอสเอ็มอีในการปรับตัวและยกระดับ โดยการสนับสนุนเงินทุนผ่าน SME Resilience & Transformation Fund เพื่อ Transform ธุรกิจสู่ระบบ Digital เต็มรูปแบบ ส่งเสริมการใช้ระบบ Automation และพลังงานทางเลือกผ่านมาตรการ Co-payment (BDS) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว พลิกวิกฤติเป็นโอกาสด้วยกลยุทธ์พื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ
โดยกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ ธุรกิจที่พักคุณภาพ (Private Villa/Boutique Hotel) ธุรกิจสุขภาพและความงาม (สปา/คลินิกพรีเมียม) อาหารฮาลาลฟิวชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยที่มีอัตลักษณ์สูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงถึง 80,000-100,000 บาทต่อทริป
อย่างไรก็ตาม แม้ความผันผวนของสถานการณ์โลกจะเป็นปัจจัยท้าทาย แต่ความแข็งแกร่งของภาคเอสเอ็มอีไทยในปีที่ผ่านมา ผนวกกับการเร่งปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลและมาตรการช่วยเหลือเชิงรุกที่ครอบคลุมทุกมิติ เราเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการจะสามารถรักษาเสถียรภาพและก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ อีกทั้งจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง