รมว.เกษตรฯ นำ 2 รัฐมนตรีช่วยฯ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ชูแนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ตั้งวอร์รูมลุย 6 เรื่องเร่งด่วน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยถือฤกษ์ในเวลา 09.00 น. เข้าสักการะห้องพระพิรุณ 130 (ห้องพระ อาคาร 1 ชั้น 4 และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามลำดับ พร้อมถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหารกระทรวง บริเวณหน้าอาคาร 1 ของกระทรวง

จากนั้น รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” มุ่งขับเคลื่อนผ่านการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายสุริยะ กล่าวว่า จะเน้นการทำงานเชิงรุก ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลง เร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการทำงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีนโยบายจะเร่งผลักดัน 5 ด้าน คือ

1.ยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม มาเป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น โดยผลักดันการใช้ Big Data ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI มาบริหารจัดการการผลิตแบบแม่นยำ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วย และเพิ่มคุณภาพมาตรฐานให้สูงขึ้น

พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีผู้ให้บริการทางการเกษตร หรือ Agriculture Service Provider ในระดับชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตรและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างทั่วถึง ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม

2.เพิ่มรายได้เกษตรกร

จากการทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการลงทุนและสินทรัพย์สูงขึ้น และมีความมั่นคงในอาชีพ ผ่านการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และสร้างโอกาสการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรมูลค่าสูงให้กับสินค้าเกษตรไทย

นอกจากนี้ กระทรวงต้องเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรปรับตัวเข้ากับกติกาการค้าโลกใหม่ๆ ทั้งเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยพืช สุขอนามัยสัตว์ มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตร อาหารและโภชนาการ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างตลาดและขยายโอกาสในการแข่งขัน

3.พัฒนาศักยภาพเกษตรกร

ต้องสร้างทักษะสมัยใหม่ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ผ่านหลักสูตร Reskill และ Upskill ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรทุกระดับ ตั้งแต่องค์ความรู้วิทยาศาสตร์พืช ปศุสัตว์ ประมง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ การจัดการบัญชีและรายได้ในครัวเรือน

การส่งเสริมเกษตรรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ทั้งการซื้อปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลผลิต ไปจนถึงการยกระดับเกษตรกรที่มีศักยภาพให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร และสามารถบริหารและกำกับดูแลหน่วยผลิตที่ดี

4.ตลาดนำการผลิต

ต้องปรับโครงสร้างผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้ผลผลิตขายได้จริง ได้ราคาที่สะท้อนคุณภาพ และลดความเสี่ยงด้านอัตรากำไรสุทธิที่ลดน้อยลง โดยมีข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การคัดแยก การแปรรูป และข้อกำหนดมาตรฐานบรรจุภัณฑ์และสินค้า ไปจนถึงระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ รวมถึง

หลักฐานอ้างอิงด้านโภชนาการและสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตจากหน้าฟาร์มไปสู่ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยจะสนับสนุนให้เกิด “ห่วงโซ่อุปทานมูลค่าเพิ่ม” ในพื้นที่

เช่น จุดรวบรวมสินค้ามาตรฐาน ระบบคัดเกรด ห้องเย็น การแปรรูป และโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การกระจายผลผลิตจากหน้าฟาร์มถึงผู้ซื้อโดยเร็ว และตรวจสอบได้ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยสถานการณ์บิดเบือนกลไกตลาด เพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งเร่งปราบปรามการสวมสิทธิ์และการบิดเบือนมาตรฐาน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ซื้อและความเป็นธรรมในตลาดในระยะยาว

5.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน

โดยจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในระดับภูมิภาคให้เหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อรองรับภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งที่มีความรุนแรงมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการเติมน้ำในเขื่อนหลัก แหล่งกักเก็บน้ำในชุมชน ไร่นา ไปจนถึงระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรอย่างทั่วถึง

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำทั้งในระบบชลประทานและครัวเรือนเกษตรกร การจัดการข้อมูลน้ำแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและปรับแผนการผลิตได้อย่างทันท่วงที สามารถลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และสร้างความมั่นใจ ว่าพี่น้องเกษตรกรจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ

นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเตรียมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ได้แก่ 1.มาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง อาทิ การปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการนำเข้าและมาตรการเฝ้าระวังกรณีหากปุ๋ยขาดแคลน

“รัฐบาลกำลังเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศรัสเซียในรูปแบบข้อตกลงพิเศษ ประมาณ 2 ล้านตัน ตลอดจนจะช่วยแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยและส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดปรับตัวลดลง นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาน้ำมันเฉพาะรถขนส่งสินค้าเกษตร และใช้กลไก “ทูตเกษตร” หาตลาดกระจายสินค้าทดแทน เป็นต้น”

2.บริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ อาทิ การเร่งแก้ไขจุดคอขวดในการกระจายผลไม้ พร้อมทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Digital Traceability) การยกระดับสหกรณ์การเกษตร และส่งเสริมให้ส่วนราชการและโรงเรียน จัดซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรโดยตรงจากเกษตรกรและสหกรณ์

3.บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและประชาชน โดยการพัฒนาระบบการจัดการน้ำสมัยใหม่ เพื่อการติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ และเร่งรัดการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต

4.บริหารจัดการดินและที่ดิน อาทิ ดำเนินการเรื่องการมอบสิทธิทำกินในที่ดินเกษตรกรรมให้เกษตรกร และเพิ่มพื้นที่เกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) เป็นต้น

5.สร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ โดยการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพเกษตรกร และพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้ Agri-Tech ที่ใช้งานได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง และ 6.แก้ปัญหา PM 2.5 โดยการส่งเสริมการแปรรูปวัสดุเกษตรเหลือใช้เป็นพลังงาน ส่งเสริมการใช้ Carbon Credit และพัฒนาศักยภาพของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 เป็นต้น

“จะมีการจัดตั้ง War Room ใน 6 เรื่องเร่งด่วนดังกล่าว เพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยทุกหน่วยงานจะต้องรายงานผลอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญต้องเห็นผลที่เป็นรูปธรรม”

นายสุริยะ กล่าวว่า กระทรวงถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ เพราะหากพี่น้องเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยและความท้าทายต่างๆ ที่มีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยาก

อีกทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงกฎกติกาทางการค้าโลกใหม่ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย ทำให้บทบาทสำคัญของกระทรวงจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องร่วมกันปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนาภาคเกษตรครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ จะขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่เกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสืบสานโครงการพระราชดำริเพื่อสร้างรากฐานความเข้มแข็งให้แก่พี่น้องเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำงานในเชิงรุก พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง และยึดผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นเป้าหมายสูงสุด เพื่อเพิ่มโอกาสของเกษตรกรและภาคเกษตรของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ด้าน น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บริหารมีบทบาทที่จะต้องอยู่เคียงข้างและรับฟังปัญหาของเกษตรกร โดยให้ทำงานแบบเชิงรุกและใกล้ชิดประชาชน ขอให้ข้าราชการและผู้บริหารทำงานหนักขึ้น กระชับพื้นที่และลงพื้นที่รับฟังปัญหาของเกษตรกรให้มากกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังพร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรค และความอึดอัดใจในการทำงานของทุกกรม เพื่อเข้ามาเป็น “ฟันเฟือง” ช่วยให้การทำงานเพื่อเกษตรกรง่ายยิ่งขึ้นขึ้น รวมทั้ง ขอให้ดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ยืนยันว่าการทำงานจะครอบคลุมเกษตรกรทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง หรือยางพารา เพราะเชื่อว่าถ้าเกษตรกรไทยไปไม่ได้ ประเทศก็ไปไม่ได้เช่นกัน

ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขอเน้นย้ำเรื่องการทำงานเป็นทีมเป็นหนึ่งเดียวและความรวดเร็วในการแก้ปัญหาของเกษตรกร โดยยึดตามนโยบายหลักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” เพื่อยกระดับชีวิตเกษตรกร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน