ผลจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ในวันนี้ได้เห็นเค้าลางที่ชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในบ้านเรามีให้เห็นทั้งการขาดแคลนในบางพื้นที่ รวมถึงราคาที่ยังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

โดยเฉพาะดึกคืนวันที่ 25 มี.ค. ประกาศราคาขายน้ำมันในวันรุ่งขึ้น กระโดดไปทีเดียว 6 บาทต่อลิตร ทำเอาคนไทยช็อกกันทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ รัฐบาลแจ้งว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมัน จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นขั้นบันได แต่ที่เห็นและเป็นอยู่ต้องเรียกว่าขึ้นลิฟต์น่าจะเหมาะกว่า

ทำให้ราคาน้ำมันช่วงเดือนมี.ค. เดือนเดียว ปรับขึ้นไปแล้ว 9-10 บาท และยังมีทีท่าว่าจะขยับปรับเพิ่มอีก เพราะสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ในขณะนี้

น่าจะทำให้เจ้าของรถยนต์หลายคนมองหาช่องทางในการประหยัดค่าใช้จ่าย และหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ ณ เวลานี้ คงหนีไม่พ้นรถอีวี หรือรถไฟฟ้า 100% แม้แนวโน้มค่าไฟฟ้าจะปรับขึ้นตามราคาพลังงาน แต่อย่างไรเสียก็ถูกกว่าน้ำมัน และมีให้ชาร์จใช้งานแน่ๆ ไม่ต้องรอ ต้องลุ้นว่าจะมีน้ำมันให้เติมไหม จากเดิมที่อาจจะไม่เคยสนใจมาก่อน กลายเป็นเปิดใจมากขึ้น

เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน สร้างแรงกระเพื่อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในบ้านเราค่อนข้างมาก แต่ถึงกระนั้นผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ยังไม่ฟันธงว่า อนาคตรถยนต์บ้านเราจะเป็นอีวีทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ค่ายรถจีน ที่ผลิตรถอีวีเป็นหลัก ประมาณว่ายังเร็วเกินไป ต้องประเมินกันแบบช็อตต่อช็อต เพราะสถานการณ์โลกมีความผันผวนอย่างมาก

โดยส่วนใหญ่มองว่ารถอีวีในปีนี้ จะเติบโตขึ้นได้อีกเล็กน้อยเทียบกับปีที่แล้ว หรือมีสัดส่วนจากยอดขายตลาดรวมรถยนต์ เพิ่มขึ้นเป็น 22-23% จากประมาณ 20% เมื่อปีที่แล้ว หรือเติบโตขึ้น 10%

เพราะแม้ราคาน้ำมันจะเป็นสิ่งเร้าให้หลายคนหันมาสนใจรถอีวีมากขึ้น แต่ด้วยปีนี้เงินสนับสนุนการใช้รถอีวีจากภาครัฐ โครงการ EV 3.5 ลดลงไปค่อนข้างมาก

อีกทั้งช่วงปลายปีที่แล้ว มีการดึงความต้องการในอนาคตมาใช้ไปแล้วพอสมควร ก่อนหมดโครงการสนับสนุน EV 3.0 ดูได้จากยอดจดทะเบียนรถอีวี ในเดือนม.ค. 2569 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้าย ที่เติบโตแบบถล่มทลาย แต่เดือนก.พ. ต่อเนื่องเดือนมี.ค. ยอดจดทะเบียนหายไปกว่าครึ่ง

หลายค่ายขอรอดูทิศทาง ว่างานมอเตอร์โชว์ที่กำลังจัดอยู่ขณะนี้ ว่าตัวเลขยอดจองรถทั้งรถทั่วไปและอีวี จะออกไปในรูปแบบไหน รวมถึงจากยอดจอง จะกลายเป็นยอดจดทะเบียนได้เท่าไหร่ เพื่อเป็นดัชนีชี้วัดเทรนด์ตลาด แล้วค่อยกลับมาประเมินกันใหม่ ว่าปีนี้ภาพรวมตลาดรถยนต์จะเป็นอย่างไร

จริงอยู่ว่าค่ายรถทุกแบรนด์ ล้วนมีรถอีวีอยู่ในพอร์ตตัวขาย มากรุ่นบ้าง น้อยรุ่นบ้าง ทั้งญี่ปุ่น ฝรั่ง จีน และมั่นใจว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต ทั้งรุ่นที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้ได้ราคาที่จับต้องง่าย และนำเข้าเพราะเป็นรถที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับลูกค้า ว่าต้องการรถแบบไหนในการใช้งาน

แม้บางคนมองโลกในแง่ดีว่า ปีนี้รถอีวีจากทุกค่ายล้วนมีสเป๊กที่ดีขึ้น ชาร์จไฟได้เร็วขึ้น วิ่งได้ระยะทางมากขึ้น แต่หากดีไซน์ไม่โดน ราคาไม่จูงใจ ยอดขายอาจจะไม่ปังอย่างที่คิด เพราะการตัดสินใจซื้อรถสักหนึ่งคันต้องใช้เหตุผลต่างๆ มาประมวลรวมกัน เพราะใช้งบประมาณสูง ไม่ใช่แค่บาทสองบาท

เอาเป็นว่าค่ายรถยนต์ที่จะอยู่รอดได้กับปัจจุบัน ต้องมีทางเลือกด้านพลังงานให้ลูกค้าตัดสินใจ เครื่องยนต์สันดาปภายใน ไฮบริด ปลั๊ก-อิน ไฮบริด หรืออีวี แบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง เพราะบางคนไม่ได้สนใจเรื่องประหยัด ต้องการสมรรถนะที่พร้อมทุกสถานการณ์ กับบางคนต้องการประหยัด แต่ยังไม่พร้อมปรับพฤติกรรม

หรือกับบางกลุ่มที่มีความกังวลกับปัญหาต่างๆ ที่ได้ยินมาจากผู้ใช้รถอีวี เช่นมาตรฐานบริการหลังการขาย การแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้ไม่ตรงจุด ความรวดเร็วในการจัดหาอะไหล่ เวลาต้องซ่อมเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ต้องยอมรับว่าแม้รถอีวีบางค่ายทำตลาดในบ้านเรามาก็นาน แต่ยังจัดการในเรื่องนี้ได้ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก เป็นตราบาปติดแบรนด์มาถึงทุกวันนี้

รวมถึงรถอีวี ยังไม่ใช่พาหนะที่เหมาะกับทุกคน หลายครั้งมีคำถามว่า อยากเปลี่ยนจากรถน้ำมันมาใช้รถอีวีดีไหม ตอบได้เลยว่าดี เพราะได้ทั้งประหยัด และรักษ์โลก แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาบริบทของแต่ละคนประกอบด้วย

ที่มีรถอยู่แล้ว รถไม่ได้มีปัญหาอะไร แค่ตกใจกับราคาน้ำมัน และอยากประหยัด แต่ใช้งานไม่มาก เช้าไปทำงาน เย็นกลับบ้าน หรือรับ-ส่งลูกที่โรงเรียน มีไปจ่ายตลาดบ้าง และนานครั้งออกต่างจังหวัดสักที ระยะทางที่วิ่งใช้งาน 1,000-2,000 ก.ม. ต่อเดือน ค่าน้ำมันคิดแบบรถที่กินน้ำมันสุดๆ 10 ก.ม.ต่อลิตร กับราคาปัจจุบัน อยู่ที่ 3,000-6,000 บาทต่อเดือน

แบบนี้ถ้าเปลี่ยนมาใช้รถอีวี คุ้มไหมคงต้องพิจารณากันให้ถี่ถ้วน เพราะไหนจะต้องลงทุนซื้อรถคันใหม่ ราคาถูกสุดสำหรับยี่ห้อมาตรฐาน คันละกว่า 300,000-400,000 บาท และยังมีค่าประกันภัย ที่ค่าเบี้ยสูงกว่าเมื่อเทียบรถราคาเท่ากัน และถ้าจะชาร์จไฟที่บ้าน ยังมีค่าติดตั้งวอลล์ชาร์จอีก

ยังไม่นับรวมการสร้างความคุ้นเคย กับการใช้งานรถอีวี ที่หลายรุ่นแตกต่างจากรถทั่วไป เช่นการปรับตำแหน่งเบาะนั่ง ปรับกระจกมองข้าง ต้องเข้าไปที่หน้าจอกลาง บางรายมีทางลัดก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ถ้าไม่มีต้องลงลึก กว่าจะเจอฟังก์ชันที่ต้องการ ขับคนเดียวปรับครั้งเดียวสบายไป แต่ถ้ามีคนขับหลายคน อาจสร้างความหงุดหงิดได้ หรือแรงกระชากเมื่อออกตัว กับอาการหน่วงเมื่อถอนเท้าจากคันเร่ง รถอีวีมีทุกคันมากบ้าง น้อยบ้าง ต้องใช้เวลาปรับตัวให้คุ้นชินอยู่ไม่น้อย

ส่วนค่าไฟที่ลดลงเหลือ 1 ใน 3 ของค่าน้ำมัน ตีตัวเลขกลมๆ ประหยัดไปได้เดือนละ 2,000-4,000 บาท ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 100 เดือน หรือกว่า 8 ปี ถึงจะคุ้มทุน

และเมื่อถึงเวลานั้น รถคันนี้อาจไม่มีค่าตัวเหลืออยู่เลย เมื่อต้องการเปลี่ยนมือ ด้วยเทคโนโลยีที่ล้าสมัย อัพเดตอะไรไม่ได้แล้ว เฉกเช่นเดียวกับสมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ที่ส่วนใหญ่ใช้แล้วทิ้ง ขายต่อแทบไม่มีราคา

แต่ถ้าใช้งานเยอะ ค่าน้ำมันเดือนละหลายหมื่นบาท แบบนี้เหมาะ เพราะใช้เวลาไม่นานก็คืนทุนเมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน แต่ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของระยะการรับประกัน โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่ถือเป็นหัวใจหลักของรถอีวี ซึ่งมีราคาสูงมาก

ยังดีที่ปัจจุบันมีหลายค่ายออกมารับประกัน แบตเตอรี่ มอเตอร์ และชุดอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่อง แบบตลอดชีพ แต่ทั้งนี้ต้องศึกษาเงื่อนไขของแต่ละแห่งด้วยว่าเป็นอย่างไร เช่นบางค่ายเมื่อเปลี่ยนเจ้าของ ประกันขาดลงทันที เป็นต้น

เอาเป็นว่าใครพร้อมแบบไหน กับสถานการณ์ปัจจุบัน เลือกไปทางนั้น ส่วนกาลข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน