ธนาคารพัฒนาเอเชีย ชี้รัฐบาลขยายเพดานหนี้สาธารณะต้องทำอย่างรอบคอบ ย้ำกู้เงินเพิ่มมาลงทุนให้เกิดผลิตภาพ แนะรื้อระบบการศึกษา แก้ปัญหาทักษะแรงงานระยะยาว
นายแอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการ ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ประจำประเทศไทย บรรยายสรุปรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย (Asian Development Outlook : ADO) ฉบับเดือนเม.ย.2026 โดยแสดงความคิดเห็นต่อการที่รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 75% ว่าขณะนี้ไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญคือ ต้องสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการลงทุน ดังนั้น เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเดินไปต่อได้ ‘พื้นที่ว่างทางการคลัง‘ (Fiscal Space) จึงมีความสำคัญอย่างมาก
ประเด็นสำคัญคือ การลงทุนที่ก่อให้เกิดผลิตภาพ (Productivity) อาจสำคัญกว่าการเหลือพื้นที่ว่างทางการคลังจำนวนมาก หากเม็ดเงินเหล่านั้นสามารถนำไปลงทุนในโครงการที่สามารถสร้างเม็ดเงินและแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้ ก็จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับเส้นทางการคลังที่ยั่งยืนในอนาคต แต่สุดท้ายแล้ว เรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ
น.ส.ชิดชนก อันโนนจารย์ นักเศรษฐศาสตร์ของเอดีบี กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของทางการในปัจจุบันเป็นการช่วยให้เกิดสภาพคล่อง แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่ภาครัฐควรทำไปพร้อมกัน คือการแก้ปัญหารายได้ในระยะยาว โดยองค์ประกอบที่สำคัญคือทักษะแรงงานไทยยังขาด ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานมีทักษะไม่ตอบโจทย์ธุรกิจหรือผู้ประกอบการ
“เมื่อไม่สามารถดึงทักษะออกมาได้เต็มที่ ก็ไม่สามารถได้รับค่าแรงที่เหมาะสมได้ ดังนั้นแล้วในระยะยาว การปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็นต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวโน้มของธุรกิจและการลงทุน เพื่อให้สามารถพัฒนาทักษะให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้”
สำหรับข้อกังวลต่อประสิทธิภาพและการใช้จ่ายของรัฐบาลไทยนั้น ในภาพรวมระบบราชการไทยมีความแข็งแกร่งและทำผลงานได้ดีมาก ระดับภาษีโดยรวมของไทยถือว่าไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน อีกทั้งการขาดดุลทางการคลังยังอยู่ในขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป โดยสรุปแล้วตัวชี้วัดทางการคลังของประเทศไทยถือว่าค่อนข้างสมเหตุสมผล
“ประเด็นดังกล่าวข้างต้น เป็นหัวใจสำคัญที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หยิบยกมาใช้ประเมินไทยครั้งล่าสุด ซึ่งระบุว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะเกิดปัญหาภาวะวิกฤตหนี้ (Debt Distress) ดังนั้นเมื่อมองไปข้างหน้าประเทศไทยยังมีส่วนที่พัฒนาได้ โดยเน้นไปที่การลงทุนด้านทักษะ เทคโนโลยี และการศึกษา เพื่ออุดช่องว่างด้านทักษะแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่”