ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งแผ่ผลกระทบเป็นวงกว้าง ครอบคลุมทั้งมิติสุขภาพของประชาชน คุณภาพการอยู่อาศัย ตลอดจนภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เริ่มชะลอตัว จากความกังวลด้านความปลอดภัยของนักเดินทาง

ขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากเวทีการค้าโลกที่มีแนวโน้มเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เสี่ยงต่อการถูกใช้มาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ซึ่งอาจบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน และกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

รายงานพิเศษ - หอการค้าไทยดันเกษตรปลอดเผา จับมือ‘เอกชน-รัฐ’เปลี่ยนไทยสู่ความยั่งยืน

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย

ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ในไทย มาจากการคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ยังคงมีการเผาเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่อง ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์ฝุ่นพิษทวีความรุนแรงและยืดเยื้อมากขึ้น

หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ภายใต้การนำของ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรสำคัญอย่าง บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือไปยังภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคประชาชน ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

โดยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันคุ้มครองโลก (Earth Day) หอการค้าไทยได้ผนึกกำลังภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทย อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มิตรผล เนสท์เล่ ข้าวหงษ์ทอง และผู้ประกอบการรายสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม กว่า 100 องค์กร

รายงานพิเศษ - หอการค้าไทยดันเกษตรปลอดเผา จับมือ‘เอกชน-รัฐ’เปลี่ยนไทยสู่ความยั่งยืน

เวทีเสวนา Traceability

จัดพิธีประกาศปฏิญญาขับเคลื่อน “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)” เพื่อใช้เป็นระบบในการติดตามและบันทึกข้อมูลของสินค้าในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งผลิตต้นน้ำ กระบวนการแปรรูป การขนส่ง ไปจนถึงมือผู้บริโภค ปลายน้ำ เพื่อยกระดับความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร และใช้เป็นกลไกแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 จากต้นเหตุอย่างเป็นระบบ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือว่าครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ภาคการเกษตรของไทย ตั้งแต่ผู้รับซื้อวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย ไปจนถึงผู้แปรรูปและผู้ส่งออก โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสถาบันการศึกษาและองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมประกาศปฏิญญาอย่างกว้างขวาง

ครอบคลุมผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร เช่น มิตรผล เนสท์เล่ เจียเม้ง-ข้าวหงษ์ทอง ข้าวตราฉัตร เอสแอนด์พี น้ำตาลสระบุรี กรุงเทพโปรดิวส์ และเจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส

รายงานพิเศษ - หอการค้าไทยดันเกษตรปลอดเผา จับมือ‘เอกชน-รัฐ’เปลี่ยนไทยสู่ความยั่งยืน

พันธมิตรร่วมกล่าวประกาศปฏิญญา

ขณะที่ภาควิชาการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ทั้งนี้ โดยมีสักขีพยาน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ขณะที่หน่วยงานด้านมาตรฐานและการตรวจสอบ เช่น บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท คอนโทรล ยูเนี่ยน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคมและสมาคมต่างๆ อาทิ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สมาคมทุเรียนไทย และบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เข้าร่วมเป็นภาคีในครั้งนี้

นายพจน์กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีความเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเผาในภาคเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ หอการค้าไทยจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานความร่วมมือของภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากต้นทางของระบบการผลิต มาใช้เป็นมาตรฐานร่วม จะช่วยให้วัตถุดิบสามารถตรวจสอบที่มาได้อย่างชัดเจน และเพิ่มความรับผิดชอบร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความโปร่งใสและมาตรฐานของภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับแนวทางสากล

รายงานพิเศษ - หอการค้าไทยดันเกษตรปลอดเผา จับมือ‘เอกชน-รัฐ’เปลี่ยนไทยสู่ความยั่งยืน

ภาครัฐ-เอกชน ร่วมกล่าวปฏิญญา

“จากนี้ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันจริงจัง การนำระบบ Traceability มาใช้เป็นมาตรฐานร่วม ช่วยให้วัตถุดิบสามารถตรวจสอบที่มาได้ชัดเจน และเพิ่มความรับผิดชอบร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน หยุดซื้อสินค้าเกษตรที่มาจากการเผาแปลง ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความโปร่งใสและมาตรฐานของภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับแนวทางสากล รวมทั้งช่วยยกระดับภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย”

สำหรับสาระของปฏิญญา ภาคส่วนที่เข้าร่วมได้แสดงเจตจำนงร่วมกันใน 7 ด้าน ได้แก่ การมุ่งสู่การไม่เผา การขับเคลื่อน Traceability ครอบคลุม 100% การส่งเสริมการผลิตอย่างยั่งยืน การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากล การสร้างการมีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อุปทาน การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของภาคเอกชน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมข้าว อาหารสัตว์ และน้ำตาล ระบุว่าจะนำระบบ Traceability มาใช้ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงปลายทาง โดยเชื่อมโยงข้อมูลผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การใช้ข้อมูลดาวเทียมในการตรวจจับจุดความร้อน (hotspot) การระบุพิกัดแปลงเพาะปลูก และการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อบันทึกข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

รายงานพิเศษ - หอการค้าไทยดันเกษตรปลอดเผา จับมือ‘เอกชน-รัฐ’เปลี่ยนไทยสู่ความยั่งยืน

วัลลภ มานะธัญญา

นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด เจ้าของแบรนด์ข้าวหงษ์ทอง กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจข้าวที่เชื่อมโยงกับตลาดส่งออก ทำให้ความโปร่งใสของแหล่งที่มาเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค บริษัทจึงนำระบบ Traceability มาใช้ในกระบวนการจัดหาและการผลิต เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบได้อย่างครบถ้วน และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

รายงานพิเศษ - หอการค้าไทยดันเกษตรปลอดเผา จับมือ‘เอกชน-รัฐ’เปลี่ยนไทยสู่ความยั่งยืน

ฐิติ ลุจินตานนท์

นายฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เครือซีพี โดยบริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส (BKP) วาง “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เป็นมาตรฐานหลักในการจัดหาวัตถุดิบ โดยเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก ผู้รวบรวม ไปจนถึงโรงงาน ผ่านเทคโนโลยีดาวเทียม การตรวจจับจุดความร้อน (hotspot) และบล็อกเชน พร้อมการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ เพื่อยืนยันว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทุกล็อตต้องตรวจสอบที่มาได้ และไม่เกี่ยวข้องกับการเผาหรือการรุกพื้นที่ป่า ทั้งนี้ บริษัทกำหนดเงื่อนไขไม่รับซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อใช้กลไกตลาดขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนที่ต้นทาง และยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในระยะยาว

ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับเกษตรปลอดเผานำไทยสู่ความยั่งยืน” โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานตรวจสอบอิสระ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ Traceability ในเชิงปฏิบัติ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การจัดการข้อมูล และกระบวนการตรวจสอบ โดยเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลผ่านการรับรองจากหน่วยงานอิสระ

ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง ปัญหา PM 2.5 ไม่เพียงกระทบสุขภาพ แต่ยังสั่นคลอนเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การยกระดับมาตรฐานการผลิต ลดการเผา และนำระบบ Traceability มาใช้ จึงเป็นทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน