สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็น “แรงกระแทกซ้ำ” ต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ หลังการประกาศปรับราคาขึ้นลงในอัตราสูงล่วงหน้า เริ่มส่งผลให้ระบบบริหารจัดการพลังงานทั้งห่วงโซ่เกิดความไม่สมดุลอย่างชัดเจน

ล่าสุดสมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมันพลังงานไทย (PDA) ออกหนังสือถึงนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ขอให้เร่งทบทวนแนวทางการปรับราคาน้ำมัน โดยเฉพาะการ “ประกาศล่วงหน้าในอัตราสูง” ที่กำลังสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

สาระสำคัญในหนังสือสะท้อนชัดว่า แม้นโยบายปรับราคาน้ำมันมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ กลับกำลังสร้างผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการกระจายพลังงานสู่ปลายทาง

“ขึ้นแรง-ลงแรง” จุดชนวนพฤติกรรมตลาดบิดเบี้ยว

PDA ชี้ว่า การประกาศปรับราคาน้ำมันล่วงหน้าในอัตราสูง ตั้งแต่ 1 บาทต่อลิตรขึ้นไป กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อมีสัญญาณ “ราคาจะลด” ผู้บริโภคจะชะลอการเติมน้ำมันทันที ขณะที่สถานีบริการต้องเร่งระบายสต๊อก เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุน

แต่ทันทีที่มีการประกาศ “ราคาจะขึ้น” ภาพจะพลิกกลับผู้บริโภคแห่เติมน้ำมันล่วงหน้า ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเร่งสั่งซื้อน้ำมันเข้ามาเพิ่ม เพื่อรองรับดีมานด์ที่พุ่งขึ้นแบบฉับพลัน

พฤติกรรมที่สวนทางกันนี้ กลายเป็นตัวเร่งให้ “อุปสงค์-อุปทานเสียสมดุล” และสร้างแรงกดดันต่อทั้งระบบ ตั้งแต่โรงกลั่น การขนส่ง ไปจนถึงหน้าปั๊ม

กำไรบางเฉียบ 0.90 บาท/ลิตร รับแรงกระแทกไม่ไหว

ในเชิงโครงสร้าง PDA ระบุชัดว่า ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันมีอัตรากำไรขั้นต้น (Margin) เฉลี่ยเพียง 0.90 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับความผันผวนของราคา

นั่นหมายความว่า หากมีการปรับราคาลงแรง ผู้ประกอบการที่มีสต๊อกน้ำมันราคาสูงอยู่ในถัง จะเผชิญภาวะ “ขาดทุนทันที” โดยไม่มีพื้นที่ให้ตั้งรับ

ในทางกลับกันแม้การขึ้นราคาจะดูเป็นบวก แต่การต้องเร่งสั่งน้ำมันในช่วงดีมานด์พุ่ง ก็เพิ่มภาระต้นทุนและความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

ผลที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มเผชิญแรงกดดันสะสม และอาจกระทบต่อเสถียรภาพของเครือข่ายสถานีบริการในระยะยาว

เทศกาล-วันหยุดยาว ยิ่งซ้ำเติมความตึงตัว

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การปรับราคาที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาวหรือเทศกาล ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงอยู่แล้ว

เมื่อดีมานด์เพิ่มพร้อมกับการปรับราคาในอัตราสูง จะยิ่งทำให้สถานีบริการต้องแบกรับภาระการสต๊อกน้ำมันมากกว่าปกติ เสี่ยงต่อทั้งต้นทุนและการบริหารจัดการ

สถานการณ์เช่นนี้ หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจนำไปสู่ “ภาวะขาดแคลนเฉพาะจุด” ได้ในบางพื้นที่

ยื่น 3 ข้อเสนอถึง “เอกนัฏ” ปรับสูตรใหม่ทั้งระบบ

PDA เสนอแนวทางเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคลี่คลายแรงกระแทกในระบบ ได้แก่

1.จำกัดการปรับราคาไม่เกิน 0.60 บาท/ลิตรต่อครั้ง เพื่อลดแรงกระเพื่อมและให้ตลาดมีเวลาปรับตัว

2.ใช้แนวทาง “ค่อยเป็นค่อยไป” (Gradual Adjustment) แทนการปรับแบบก้าวกระโดด เพื่อลดพฤติกรรมเก็งกำไรล่วงหน้า

3.จัดทำมาตรการรองรับกรณีจำเป็นต้องปรับสูง เช่น กลไกชดเชย หรือมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นแก่ผู้ประกอบการ

ข้อเสนอเหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “สมดุลใหม่” ให้กับระบบ โดยไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบกรับภาระมากเกินไป

ย้ำจุดยืน “พร้อมร่วมรัฐ” แต่ต้องอยู่รอดได้

ในหนังสือ PDA ยังย้ำชัดว่า ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันยังคงมีความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และพร้อมให้ความร่วมมือกับนโยบายของภาครัฐมาโดยตลอด

แต่ขณะเดียวกัน ก็เรียกร้องให้ภาครัฐ “มองทั้งระบบ” ไม่ใช่เพียงราคาปลายทาง เพราะหากผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคง สุดท้ายผลกระทบจะย้อนกลับไปสู่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงบริการที่ลดลง ต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้น หรือความไม่สะดวกในชีวิตประจำวัน

นโยบายราคาต้องแม่นยำ ไม่ใช่แค่รวดเร็ว

กรณีนี้สะท้อนชัดว่า “ความเร็ว” ในการปรับราคาน้ำมัน อาจไม่ใช่คำตอบ หากขาด “ความแม่นยำ” ในการออกแบบนโยบาย

การประกาศขึ้นหรือลงในอัตราสูงล่วงหน้า แม้ตั้งใจช่วยผู้บริโภค แต่กลับกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างตลาดทั้งระบบ

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า กระทรวงพลังงานภายใต้การนำของเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จะเลือก “ปรับสูตร” เพื่อสร้างสมดุลใหม่ หรือปล่อยให้แรงกระแทกสะสม จนกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

เพราะท้ายที่สุดแล้ว นโยบายพลังงานที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทำให้ “ราคาถูกลงชั่วคราว” แต่ต้องทำให้ทั้งระบบ “เดินต่อได้จริง” ในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน