“เอกนิติ” เผยรอสรุปงบประมาณสิ้นเดือน เม.ย. ก่อนกำหนดวงเงิน “ไทยช่วยไทยพลัส” พร้อมเดินหน้า e-GP และจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เปิดโอกาส SMEs-สตาร์ทอัพ หนุนนโยบาย 4T ช่วยกลุ่มเปราะบาง-เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน-ยกระดับทักษะ-ผนึกทุกภาคส่วน
วันที่ 27 เม.ย. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังรอความชัดเจนของแหล่งงบประมาณก่อน
ดังนั้นจะต้องรอให้ถึงเส้นตายการเบิกจ่ายภาครัฐในวันที่ 30 เม.ย ว่าจะเหลือเงินเท่าไร แล้วจึงจะกำหนดจำนวนเงินช่วยเหลือของโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และพิจารณาแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสมต่อไป
“เราได้กำหนดเส้นตายในวันที่ 30 เม.ย. นี้ เพื่อตัดรายจ่ายที่ล่าช้า และสรุปความชัดเจนของแหล่งเงินทุน โดยอาจพิจารณาดำเนินการในรูปแบบของพ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ตามความเหมาะสมของวงเงินและจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ต่อไป รวมถึงการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ต้องดูแหล่งเงินด้วยเช่นกัน”
นายเอกนิติ กล่าวและว่า จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฝ่ายเศรษฐกิจ นัดแรกในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างรอการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี
พร้อมกันนี้นายเอกนิติ ยังได้กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน International Public Procurement Conference 2026 ด้วยว่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐคิดเป็น 10-20% ของจีดีพีทั่วโลก ทั้งนี้ไม่ใช่แค่การซื้อสินค้า แต่คือการกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจ ดังนั้นการตัดสินใจของภาครัฐส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมตลาดและโครงสร้างเศรษฐกิจภาพรวม
“คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลใช้จ่ายไปเท่าไร แต่เป็นรัฐบาลใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน เพราะจำนวนเงินอาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ แต่ผลที่จะเกิดนั้นขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลใช้เงินได้อย่างชาญฉลาดแค่ไหน”
นายเอกนิติ กล่าวพร้อมเน้นย้ำว่าไทยตั้งรับความท้าทายจากสภาวะโลกผันผวน ด้วยนโยบายเศรษฐกิจตามหลัก 4T เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ได้แก่
1. Target เร่งช่วยกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย
2. Transition สนับสนุนให้เปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน
3. Transformation การพัฒนาบุคลากรในประเทศ upskill และ reskill สร้างเครื่องยนต์เพื่อการแข่งขันในระยะยาว และ
4. Together คือการร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคม
“การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐคือปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนสิ่งที่คิดสู่ความเป็นจริง แต่ด้วยพื้นที่ทางการคลังของไทยที่เหลืออยู่อย่างจำกัด ทำให้ต้องใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ถ้านโยบายกำหนดทิศทางได้ถูกต้อง การจัดซื้อจัดจ้างก็จะพาทิศทางนั้นไปสู่ความเป็นจริงได้”
นายเอกนิติ กล่าวและว่าสำหรับ การจัดซื้อจัดจ้างยุคใหม่เกิดจาก 3 สิ่งที่ทำงานผสานกัน ได้แก่
1.การจัดซื้อจัดจ้างแบบดิจิทัล (digital procurement) ผ่านระบบ หรือ e-GP เพื่อให้การตัดสินใจง่ายและมีประสิทธิภาพขึ้น
2. การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (green procurement) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเกิดผลในระยะยาว และ
3. การจัดซื้อจัดจ้างนวัตกรรม (innovation procurement) ที่เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้เทคโนโลยีใหม่ๆ สตาร์ทอัพ และนวัตกรรมใหม่
ทั้งนี้เมื่อการจัดซื้อจัดจ้างส่งผลดีต่อธุรกิจรายย่อย ก็ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวม ทั้งยังสร้างอาชีพผ่านการสนับสนุนธุรกิจชุมชน และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของทุกคน รวมถึงเปิดประตูแห่งโอกาสสู่เทคโนโลยีแขนงใหม่ ซึ่งทั้งหมดจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
“นี่จึงเป็นเหตุผลที่การใช้จ่ายโดยคำนึงถึงคุณค่าจึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะมันคือคุณค่า ไม่ใช่แค่การวัดค่าด้วยจำนวนเงิน แต่คือการมอบกำไรสู่สังคม”
นายเอกนิติกล่าวและว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่าย และแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างมีประสิทธิภาพ และเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อไป