วายแอลจี คาดราคาทองคำพักฐานระยะสั้น กังวลเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย แนะจับตาประชุมเฟด 29 เม.ย. หากคงดอกเบี้ยที่ 3.50%–3.75% ตามตลาดคาด พร้อมส่งสัญญาณไม่เร่งลดดอกเบี้ย อาจกดดันทำให้ราคาทองคำแกว่งตัวพักฐานในระยะสั้น ขณะที่มองระยะยาวสัญญาณยังเป็นขาขึ้น แนะทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัว
วันที่ 28 เม.ย. 2569 นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ในช่วง “พักฐาน” ระยะสั้น จากภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนระหว่างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในคืนวันพุธที่ 29 เม.ย.นี้ เวลา 01.00 น. ตามเวลาไทย โดยคาดการณ์ว่า เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3
รวมถึงต้องจับตาแถลงการณ์ของ นายเจอโรม พาวเวล ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายในการประชุม เฟด ก่อนจะหมดวาระตำแหน่งประธานเฟด ในวันที่ 15 พ.ค. โดยหากยังคงส่งสัญญาณไม่รีบเร่งในการปรับลดดอกเบี้ยเช่นเคย จะกดดันราคาทองคำระยะสั้น เนื่องจากไม่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง
อย่างไรก็ตามแม้ราคาทองคำระยะสั้นช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบเพื่อพักฐาน แต่ภาพรวมในระยะยาวยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง (Structural Bull Market) โดยวายแอลจี แนะนำให้นักลงทุนทยอยเข้าซื้อสะสม ในจังหวะที่ราคาอ่อนตัว
“ทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดเป็นสำคัญ หากเฟดส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาด (Hawkish) อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงต่อได้ในระยะสั้น”
นางพวรรณ์ กล่าวและว่า ในทางกลับกันหากเฟดเริ่มแสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจถดถอย และส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย จะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัว และสามารถปรับขึ้นทดสอบระดับสูงสุดเดิม ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยบวกสำคัญที่รอสนับสนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงยาว ได้แก่
1. แรงซื้อจากธนาคารกลาง: ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี ที่ยังคงเดินหน้าทยอยสะสมทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) ซึ่งถือเป็นแรงซื้อที่มีคุณภาพ
2. ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก และส่งผลให้ทองคำยังคงสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในภาพใหญ่ โดยหากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น หรือขยายวงกว้างจากการช่องแคบฮอร์มุซ ไปช่องแคบมะละกาซึ่งกระทบจีนอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นแรงผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์อีกครั้ง
ทั้งนี้ ในมุมมองระยะยาว สถาบันการเงินชั้นนำของโลก อาทิ J.P. Morgan และ UBS ประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 6,200 – 6,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ภายในสิ้นปี 2569 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มตลาดทองคำในระยะถัดไป