“เกษรา” ชี้ตลาดอสังหาฯ ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน เร่งปรับกลยุทธ์เน้น Affordable–โซลูชันการเงิน พร้อมขยายสู่ Green Energy และ EV Platform เชื่อมบ้าน–พลังงาน–การเดินทาง สร้างโมเดลธุรกิจใหม่รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคต้นทุนสูง

นางเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนการใช้ชีวิตที่ปรับตัวสูงขึ้น

ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งถือเป็นการใช้เงินก้อนใหญ่และมีภาระผูกพันระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการก่อหนี้มากขึ้น

ขณะที่ต้นทุนพลังงานทั้งค่าไฟและค่าน้ำมันยังคงผันผวนต่อเนื่อง ยิ่งซ้ำเติมภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน ส่งผลต่อความสามารถในการตัดสินใจซื้อบ้านของผู้บริโภคในวงกว้าง

ภายใต้บริบทนี้ SENA ได้ปรับแผนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยมุ่งเน้นพัฒนาโครงการในกลุ่ม Affordable หรือในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการจริงของตลาด โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางถึงล่างที่ยังต้องการมีที่อยู่อาศัย แต่มีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ

ควบคู่กัน บริษัทได้พัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย โดยมี “เงินสดใจดี” ในฐานะผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-Bank เข้ามาช่วยออกแบบโซลูชันทางการเงินที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย เพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าสู่ระบบที่อยู่อาศัยได้จริง

นอกจากนี้ในไตรมาส 2 บริษัทเตรียมเปิดตัวโซลูชัน “รถแลกบ้าน” เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำทรัพย์สินเดิมอย่างรถยนต์มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการปรับโครงสร้างทางการเงิน เพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงสินเชื่อบ้าน และลดภาระหนี้ในภาพรวม สะท้อนแนวคิดการมองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และออกแบบทางเลือกที่สอดคล้องกับสถานะทางการเงินจริง

นางสาวเกษรา กล่าวอีกว่า SENA มองว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เนื่องจากต้นทุนพลังงาน ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของคุณภาพชีวิต

บริษัทจึงเร่งขยายสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและการเดินทาง เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตอย่างครบวงจร

ในส่วนของธุรกิจพลังงาน บริษัทดำเนินธุรกิจ “SENA Solar Energy” มากว่า 15 ปี โดยพัฒนาโซลูชัน Solar + Battery + EV-Ready ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถผลิตและใช้พลังงานได้เอง ลดค่าไฟในระยะยาว และรองรับความผันผวนของต้นทุนพลังงานในอนาคต ปัจจุบันมียอดติดตั้ง Solar Rooftop แล้วมากกว่า 1,500 หลังคาเรือน รวมกำลังการผลิตกว่า 100 เมกะวัตต์

ขณะที่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า “SENA Green Automotive” ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบ EV Platform แบบ Multi-brand และตัวแทนจำหน่าย หรือดีลเลอร์รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมี 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ OMODA & JAECOO, LEAPMOTOR และ DEEPAL พร้อมศูนย์บริการและบริการหลังการขายครบวงจร อีกทั้งในปีนี้จะมีแบรนด์ XPENG เข้ามาเพิ่มเติมด้วย

โดยบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้ไว้ที่ 1,000 คัน หรือราว 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ทำยอดขายได้ 560 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทสามารถทำยอดขายรถได้แล้ว 150 ล้านบาท

ขณะเดียวกันเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงบริการทั้งการซื้อรถ การติดตั้งโซลาร์ และการวางแผนทางการเงินไว้ในจุดเดียว

นางเกษรา กล่าวว่าจุดสำคัญของโมเดลธุรกิจใหม่นี้ คือการเชื่อม “บ้าน พลังงาน และการเดินทาง” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิด “The One Platform” สำหรับลูกบ้าน และ “The Open Platform” สำหรับลูกค้าทั่วไป ทำให้ผู้บริโภคสามารถบริหารต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายรายเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงสถานการณ์ระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตในระยะยาว การทำให้ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดได้จริง จึงต้องเริ่มจากการลดข้อจำกัดเดิม ไม่ว่าจะเป็นภาระทางการเงินหรือทรัพย์สินที่มีอยู่” นางสาวเกษรา กล่าว

โดยบริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานและการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้า ควบคู่ไปกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างสมดุลของพอร์ตธุรกิจ และรองรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต

นางเกษรา ยังกล่าวด้วยว่าอย่างไรก็ดีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นธุรกิจหลัก โดยยอดขายในไตรมาส 1/2569 ยังเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ยังคงน่ากังวล เนื่องจากยังมีปัจจัยภายนอกที่กดดัน โดยเฉพาะเริ่มเห็นรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือมูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดจะทยอยรับรู้ในปี 2569 ทั้งหมด ส่วนยอดปฎิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ของลูกค้า ปัจจุบันยังอยู่ในระดับเดิมราว 60-70% เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

โดยมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การที่ธนาคารปฏิเสธสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยจากการที่ลูกค้าปฏิเสธตัวเอง หรือไม่ไปต่อตามเงื่อนไขต่างๆ เนื่องมาจากความกังวลในสถานการณ์ปัจจุบัน

อย่างไรก็ดีเป้าหมายยอดขายในปีนี้ ยังคงเป้าหมายเดิมที่ 14,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมากกว่าคือยอดโอนกรรมสิทธิ์และการรักษาลูกค้าไว้ในระบบ เพื่อไม่ให้ยอดปฏิเสธพุ่งสูงขึ้น ผ่านโซลูชันต่างๆ ในการช่วยลูกค้า ภายใต้นวัตกรรมทางการเงินและบริการ อย่าง LivNex หรือ RentNex ซึ่งเป็น 2 เครื่องยนต์สำคัญที่ทำให้ SENA ยังคงเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน