‘วราวุธ’ มอบนโยบาย กนอ. พัฒนาท่าเรือน้ำลึกชุมพร-ระนอง หนุนศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ขับเคลื่อนประเทศ ด้าน ‘สุเมธ’ รับลูกลุย Quick Win ยกระดับอุตสาหกรรม

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายเชิงรุกให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่าได้มอบนโยบายการบริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพร-ระนองให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรอยู่บนพื้นราบหรือทางยกระดับ เพื่อรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) แม้จะยังไม่ได้หารือกันอย่างเป็นทางการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นหัวใจสำคัญในการขนถ่ายสินค้าและการเชื่อมต่อระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ ทางถนน หรือระบบท่อส่ง

ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่แถวนั้นอุดมสมบูรณ์มาก การดำเนินการจะต้องประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเปรียบเทียบต้นทุนกับเวลาที่ประหยัด และเมื่อเทียบกับการผ่านช่องแคบมะละกา ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป เราต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือต้องฟังเสียงของพี่น้องชาวชุมพรและระนองในฐานะเจ้าของพื้นที่ด้วย

​“ส่วนประเด็นเรื่องการจะขยายพื้นที่นิคมในบริเวณนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีเขตอุทยานแห่งชาติอยู่มาก แต่การพัฒนาประเทศต้องอาศัยความสมดุล เปรียบเหมือนรถยนต์ที่กระทรวงคือคันเร่ง ถ้าเหยียบอย่างเดียวโดยไม่แตะเบรกเลยก็จะเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเหยียบแต่เบรกประเทศก็ไม่พัฒนา จึงต้องมาชั่งน้ำหนักว่าสิ่งที่ได้กับสิ่งที่ต้องเสียไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่”

นอกจากนี้ ได้มอบโจทย์ให้ กนอ.ยกระดับมาตรฐานโรงงานในนิคมให้เป็นต้นแบบแก่โรงงานทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการของเสีย น้ำเสีย หรือมลพิษทางอากาศ กนอ. ต้องทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า เมื่อเข้ามาอยู่ในนิคมฯ แล้ว 1. ท่านจะได้รับการบริการที่ดี และ 2. ท่านจะมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากลที่นำไปอวดชาวโลกได้ว่า โรงงานของท่านอยู่ในระบบนิเวศที่ไม่ก่อปัญหากับชุมชน ทั้งยังช่วยให้ควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งเรื่องโลจิสติกส์และการดูแลสิ่งแวดล้อม ส่งผลดีต่อประชาชนที่อยู่โดยรอบ

สำหรับประเด็นความซ้ำซ้อนระหว่าง พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรม กับ พ.ร.บ.โรงงานนั้น มองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการให้ชัดเจน ​ในส่วนนี้ได้มอบนโยบายให้ทางปลัดกระทรวงไปเร่งดำเนินการตรวจสอบและทบทวนดูว่า มีกฎระเบียบหรือขั้นตอนไหนที่มันทับซ้อนกันอยู่บ้าง เพื่อที่จะทำการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกัน เป้าหมายหลักคือการลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงานและเอื้อต่อการจัดตั้งโรงงานให้รวดเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ยังเร่งรัดนโยบาย One Stop Service ตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี เพราะการตั้งโรงงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประสานกับทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยด้วย ในเบื้องต้นจึงขอให้ปลัดกระทรวงไปทบทวนขั้นตอนภายในกระทรวงเองก่อน ว่าจะปรับปรุงระเบียบหรือแก้ไขกฎหมายอย่างไร ให้การจัดตั้งโรงงานทำได้เร็วที่สุด เพื่อเป็นต้นแบบให้กระทรวงอื่นเห็นแนวทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

“ความท้าทายหลักคือเรายังมีกฎหมายบางฉบับที่เก่ามาก ใช้มาตั้งแต่ก่อนผมเกิดเสียอีก รัฐบาลโดยพรรคภูมิใจไทยจึงให้ความสำคัญกับการเร่งแก้ระเบียบเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานต้องถูกจำกัดด้วยกติกาเดิมๆ จนทำงานลำบาก อันไหนที่แก้ได้ด้วยมติ ครม. หรือระเบียบกระทรวง เราจะรีบดำเนินการทันที”นายวราวุธ กล่าว

สุดท้ายนี้โจทย์สำคัญที่มอบให้การนิคมฯ คือการสร้างมาตรฐานโรงงานต้นแบบให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล ทั้งการจัดการน้ำเสีย อากาศ และมลพิษต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในนิคมมั่นใจได้ว่ามีระบบนิเวศการทำงานที่ดีและสามารถนำไปอวดชาวโลกได้ว่า ประเทศไทยไม่ได้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ชุมชน เพราะวันนี้หัวใจของธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องกำไร แต่ต้องสามารถอยู่ร่วมกับประชาชนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน

“สถานการณ์เรื่องการปล่อยของเสียในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า จะมีการนำระบบใหม่มาใช้ที่ช่วยให้สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทุกนิคมได้พร้อมกันทันที ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสร้างความอุ่นใจให้ผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณทั้งท่านผู้ว่าฯ และประธานบอร์ดการนิคม และท่านปลัดกระทรวงที่ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น จนทำให้ผมเห็นว่าจากนี้ไป การนิคมและกระทรวงจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”นายวราวุธ กล่าว

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่าเราจะเร่งขับเคลื่อนแผนงาน Quick Win ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนาระบบ Smart Grid และ Waste Close Loop ในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนและมุ่งสู่ Zero Waste พร้อมยกระดับสาธารณูปโภครองรับอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีมูลค่าสูง (Downstream Industry) และเปลี่ยนนิคมอุตสาหกรรมสู่เมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) โดยนำเทคโนโลยีคลาวด์อัจฉริยะมาใช้บริหารจัดการข้อมูลและบริการแบบ One Stop Service

สำหรับความคืบหน้าการศึกษาแนวทางจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีนั้น ล่าสุดคงไม่มีการดำเนินการต่อ เพราะมีต้นทุนสูง 5-10% แต่จะจัดสรรพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ หรือนิคมอุตสาหกรรมใหม่ประมาณ 5-10% มาดำเนินการแทน โดยจะใช้อาคาร/สถานที่เดิมที่มีอยู่ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาปรับปรุงเป็นสำนักงาน เบื้องต้นจะนำร่องที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังเป็นซัพพลายเชนของกลุ่มเอสเอ็มอี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน