ธปท.ส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจ เฝ้าระวังเป็นพิเศษ (Alert) ดันต้นทุนพุ่ง สต๊อกสินค้าอยู่ได้แค่ 3 เดือน ราคาสินขึ้นได้จำกัด เสี่ยงกดกำลังซื้อ ฉุดเศรษฐกิจไทย

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าได้ส่งสัญญาณเตือนระวังความเสี่ยงเศรษฐกิจเป็นพิเศษ (Alert) จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กำลังทวีความตึงเครียด และเริ่มส่งผ่านแรงกดดันมายังต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ

“ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มเผชิญแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สต็อกวัตถุดิบในมือสามารถรองรับได้เพียง 1-3 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความสามารถในการรับแรงกระแทกของภาคธุรกิจอาจลดลงอย่างรวดเร็ว“

นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ และความเสี่ยงจากซูเปอร์เอลนีโญที่อาจกระทบผลผลิตและราคาสินค้าเกษตร ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรที่อาจซ้ำเติมเงินเฟ้อในระยะถัดไป ซึ่งประเมินว่าผู้ประกอบการมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในไตรมาส 2 ของปีนี้ เพื่อสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายจะทำได้จำกัด เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจยังเปราะบาง

นางปราณี กล่าวย้ำว่าเศรษฐกิจไทย ยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation แม้จะมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยเงื่อนไขของภาวะดังกล่าวต้องประกอบด้วยการเติบโตต่ำต่อเนื่องยาวนานควบคู่กับเงินเฟ้อสูงยืดเยื้อ ซึ่งยังไม่ปรากฏชัดในปัจจุบัน

“ธปท.คาดว่า เงินเฟ้อในปี 2569 อาจเร่งตัวขึ้นชั่วคราวแตะระดับ 3-4% ตั้งแต่เดือนเม.ย.ก่อนเฉลี่ยทั้งปีที่ 2.9% และมีแนวโน้มชะลอลงเหลือ 1.5% ในปี 2570 สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังอยู่ในกรอบควบคุมได้ คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% ก่อนเร่งขึ้นเป็น 2.0% ในปี 2570 ซึ่งยังถือว่าฟื้นตัวในจังหวะช้าและเปราะบางต่อแรงกระแทกจากภายนอก”

ทั้งนี้ หากภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยอัดฉีดเม็ดเงินราว 3 แสนล้านบาท อาจช่วยยกระดับการเติบโตได้อีก 0.5–0.7% กลายเป็น ตัวแปรชี้ขาดที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนรอบด้าน

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ขยายตัวจากไตรมาสก่อน ทั้งจากด้านอุปสงค์ปรับดีขึ้นจากการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่โดยรวมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี และอุปสงค์ในประเทศปรับดีขึ้นจากการบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น ตามการเร่งส่งมอบรถยนต์หลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 รวมถึงการเร่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากความกังวลต่อการปรับขึ้นราคาในช่วงปลายไตรมาส การลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐ

สำหรับด้านอุปทาน การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นตามการผลิตปิโตรเลียม หลังปิดปรับปรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่ไปในไตรมาสก่อน ประกอบกับมีการขยายกำลังการผลิตของบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ส่วนภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นจากภาคการค้าเป็นหลัก สอดคล้องกับการผลิตและการส่งออกสินค้า

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามในช่วงปลายไตรมาส สะท้อนจากการส่งออกไปยังตะวันออกกลางปรับลดลงมาก รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงโดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน