ท่ามกลางแรงกดดันตลาดทุนไทยจากเงินไหลออก หุ้นอ่อนตัว และ IPO ต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปี โครงการ “JUMP+” ถูกวางเป็นยุทธศาสตร์ 3 ปี เพื่อยกระดับบริษัทจดทะเบียนด้านธุรกิจ ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน หวังฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนโลก โดย นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด และ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมเผยความคืบหน้าโครงการ
♦ โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้
นายสรวิศระบุว่า ตลาดทุนไทยเผชิญแรงกดดันหนักจากเงินลงทุนไหลออก ทำให้มูลค่าตลาดและดัชนีหุ้นปรับลดลงต่อเนื่อง แม้ต้นปีเริ่มฟื้นเล็กน้อย ขณะที่การเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก IPO ซบเซาหนัก ต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นที่ถดถอยทั้งผู้ออกหลักทรัพย์และนักลงทุน
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างจากบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากมี ROE หรืออัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นต่ำ และ Valuation ต่ำกว่าศักยภาพ ทั้ง P/E หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น และ P/BV หรือราคาหุ้นต่อมูลค่าหุ้นตามบัญชี กดความน่าสนใจตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุน
♦ โมเดล‘เพิ่มมูลค่า’
ตลท.ใช้โมเดลเกาหลี พัฒนา “JUMP+” เพื่อลด Corporate Discount หรือบริษัทมีมูลค่าต่ำกว่าศักยภาพ เน้นบริษัทใหญ่
มีบริษัทเข้าร่วม 180 บริษัท คิดเป็นเพียง 7% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียน แต่มูลค่าหลักทรัพย์สูง 45% ผลลัพธ์คือช่วยดึงเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาด ดันให้ดัชนีตลาด และ Valuation ทั้งค่า P/E และ P/B ต่างปรับตัวขึ้นหลังเปิดตัวโครงการ แม้จะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย อาทิ กระแส AI และเม็ดเงินไหลเข้า
♦ โครงสร้าง JUMP+ 3 หลักการ 3 แผน
โครงการ JUMP+ ดำเนินงานบน 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ Growth (เน้นบริษัทที่มีศักยภาพและมีความมุ่งมั่นในการเติบโต), Visibility (ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลแผนงาน ผลดำเนินงาน และการสื่อสารกับผู้ลงทุน) และ Incentive (สนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทในด้านต่างๆ)
บริษัทที่เข้าร่วมต้องจัดทำ แผน JUMP+ ระยะเวลา 3 ปี (2569-2571) ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ประกอบด้วย 3 แผนหลัก ดังนี้
1. แผนธุรกิจ (Business Plan) กำหนดเป้าหมายการเพิ่มมูลค่าบริษัท ณ ปี 2571 พร้อมแผนกลยุทธ์ครอบคลุมเป้าหมาย
2. แผนด้านธรรมาภิบาล (Governance Plan) ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างและคุณสมบัติของคณะกรรมการ, การกำกับดูแลด้านความรับผิดชอบและความโปร่งใส, และการกำกับดูแลด้านการบริหารบุคลากรและการบริหารความเสี่ยง
และ 3. แผนการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Plan)
♦ โปรไฟล์ผู้เข้าร่วม ‘เล็กแต่ท้าทาย’
โครงการ JUMP+ ของไทยต่างจากโครงการของเกาหลี ตั้งใจออกแบบมาเพื่อบริษัทขนาดกลางและเล็ก จากบริษัทที่เข้าร่วมทั้ง 143 บริษัท แบ่งเป็น SET 87 บริษัท และ mai 56 บริษัท ซึ่งพบว่า
– ประมาณ 78% มี Market Cap หรือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
– ประมาณ 60% มี ROE ต่ำกว่า 10% ซึ่งต่ำกว่า Cost of Equity – หมายความว่าบริษัทเหล่านี้ยังสร้างผลตอบแทนได้ต่ำกว่าต้นทุนของผู้ถือหุ้น
– มากกว่าครึ่งมีค่า P/E ต่ำกว่า 10 เท่า และ P/B ต่ำกว่า 1 เท่า – สะท้อน Valuation ที่ถูก Discount อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นยังมีช่องว่างในการเติบโตสูง และเป็นเป้าหมายหลักของโครงการคือบริษัทที่เข้าร่วม ตั้งเป้ากำไรโต 50% ใน 3 ปีข้างหน้าไม่น้อยกว่า 50% สะท้อนความตั้งใจที่มุ่งมั่นของผู้บริหาร
♦ หลักการ Disclosure Base เป็นเพียงเวที ผู้ลงทุนเป็นผู้ตัดสิน
อย่างไรก็ดี JUMP+ ดำเนินงานบนหลักการ Disclosure-based หรือการขับเคลื่อนด้วยการเปิดเผยข้อมูล โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีบทบาทตัดสินว่าแผนของบริษัทใดดีหรือไม่ดี สามารถทำได้หรือไม่ หน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือจัดเตรียมแพลตฟอร์มและเวทีให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และให้กลไกตลาดเป็นผู้ตัดสินเอง
กระบวนการตรวจสอบแผนมี 3 ด่าน ได้แก่ ด่านที่ 1 คณะกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระภายในบริษัท ซึ่งต้องอนุมัติแผนก่อนประกาศ และมีหน้าที่ติดตามความคืบหน้า ด่านที่ 2 สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ไทย (IAA) ซึ่งจะวิพากษ์วิจารณ์แผนอย่างเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยนักลงทุนและสาธารณชนสามารถเข้าดูความเห็นเหล่านี้ได้ตลอดเวลา และ ด่านที่ 3 ผู้กำกับดูแล ได้แก่ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง นอกจากนี้ยังมีสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ที่จะส่งอาสาสมัครเข้าร่วมรับฟังการอัพเดตแผนทุก 6 เดือน และตั้งคำถามโดยตรงกับผู้บริหาร
♦ กรณีแผนล้มเหลว โปร่งใส ไม่ลงโทษ แต่ต้องชี้แจงสาธารณะ
ทั้งนี้ กรณีหากบริษัทที่เข้าร่วมโครงการไม่สามารถทำได้ตามแผน อาจเนื่องจากเหตุสุดวิสัย เช่น สงคราม แผ่นดินไหว หรือวิกฤตเศรษฐกิจมหภาค จะมีบทลงโทษหรือไม่นั้น โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่าโครงการนี้ไม่มีกลไกลงโทษโดยตรง แต่มีกลไกที่สำคัญกว่าคือ Public Commitment โดยทุกแผนที่นำเสนอ ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลจัดการทรัพทย์สินกิจการ หรือผลประโยชน์ของผู้ลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าแผนอยู่ในวิสัยที่สามารถดำเนินการได้จริง ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผน ไม่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง ก็ต้องสื่อสารกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
♦ เจาะแผน : 96% มุ่งโต-ตั้งเป้าแรงเกิน 50%
นายอัสสเดชกล่าวว่า โครงการ JUMP+ เป็นหนึ่งใน flagship projects ตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องการยกระดับความน่าสนใจของ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) และตลาดทุนไทย โดยส่งเสริมให้ บจ. มีเป้าหมายและแผนระยะยาวในการเพิ่มมูลค่าบริษัท (Corporate Value) ควบคู่ไปกับการสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทที่ร่วมโครงการต้องจัดทำแผน JUMP+ กำหนดเป้าหมายและแผน 3 ปี (2569-2571) ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
ไม่ว่าจะเป็นแผนด้านธุรกิจ ด้านธรรมาภิบาล และแผนจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยจากแผนด้านธุรกิจของทั้ง 143 บริษัท ที่นำส่งเข้ามา มี บจ. ตั้งเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้หรือกำไรสูงถึง 138
บริษัท หรือคิดเป็น 96% และมีแผนกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนเป้าหมาย 278 แผนงาน ครอบคลุมทั้งมิติการเติบโต การเพิ่มประสิทธิภาพ และเสถียรภาพด้านการเงิน ในด้านแผนด้านธรรมาภิบาล มีจำนวน 272 แผนงาน กว่าครึ่งเป็นแผนยกระดับการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่น แผนยกระดับการแจ้งเบาะแสการกระทำผิด และแผนยกระดับการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญด้านธรรมาภิบาล นอกจากนี้ มี 114 บริษัท หรือ 80% ของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ที่เลือกจัดทำแผนการจัดการก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจ ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน (ESG)
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ บจ. นำเสนอแผน JUMP+ ต่อผู้ลงทุนครบทุกบริษัทแล้ว บจ.จะต้องรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผน JUMP+ และสื่อสารให้ผู้ลงทุนทราบ อย่างน้อยทุก 6 เดือน
โดยผู้ลงทุนสามารถถามคำถามกับผู้บริหารได้โดยตรงระหว่างการนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงาน รวมถึงสามารถติดตามข้อมูลที่เกี่ยวกับแผนงาน JUMP+ ของบริษัทผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้เมนู JUMP+ ผู้ลงทุนและผู้สนใจดูรายชื่อ บจ. ในโครงการ JUMP+ ได้ที่ www.set.or.th/th/market/information/jump-plus/companies-list
JUMP+ ไม่ใช่แค่โครงการยกระดับบริษัทจดทะเบียน แต่คือบททดสอบว่าตลาดทุนไทยจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้หรือไม่
ในวันที่เงินทุนเคลื่อนย้ายเร็วและการแข่งขันสูง