กฟผ. ยืนหยัดรักษาความมั่นคงพลังงาน เตรียมเสนอ ครม. ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า เร่งเดินหน้าพลังงานสะอาด พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า สร้างการแข่งขันในระยะยาว
นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่าวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น สะท้อนว่าไทยต้องเร่งเดินหน้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า กระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอย่างเหมาะสม
“ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์”
โดยการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำ สามารถผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานหมุนเวียนได้ทันท่วงที ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอขออนุมัติจาก ครม. ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 ภายในปีนี้
นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย ปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า รองรับการบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
อาทิ สถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทอง สถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 1 และสถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 2 จ.ชลบุรี สถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 2 จ.ระยอง กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้
ขณะเดียวกัน แสวงหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ ไฮโดรเจน แอมโมเนีย เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนที่เหมาะสมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้า SMR รวมถึงพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ๆ
เช่น ไบโอมีเทน E-methane และเพิ่มปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 ระหว่าง สปป.ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ จากเดิม 100 เมกะวัตต์ เป็นสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ ขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ASEAN Power Grid)
นายนรินทร์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 57 ปี วันคล้ายวันสถาปนาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขอยืนหยัดเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าให้กับคนไทย ท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประเทศไทยจะต้องมีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม
พร้อมการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อาทิ พัฒนาวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อใช้ประโยชน์แทนการฝังกลบ เช่น คอนกรีตจากเถ้าลอย ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดินจากฮิวมิค การแยกแบล็คแมส (Black Mass) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเสื่อมสภาพ
ทั้งนี้ ยังดำเนินการควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วม (CSV) ดำเนิน “โครงการ 100 ปี พระบรมราชสมภพ สืบสานพระราชปณิธาน สู่ชุมชนชัยพัฒนา อุทกพัฒน์ฯ กฟผ.” ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยน้อมนำหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน