หอการค้า เตือนรัฐเผื่อกระสุน รับวิกฤตไม่คาดคิด ห่วงขยายเพดานหนี้ 75% อาจไม่ง่าย
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้า ไทย เปิดเผยถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ หรือชื่อเดิม ’คนละครึ่งพลัส‘ ที่รัฐบาลกำลังเตรียมดำเนินการ ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ จากที่ติดตามรัฐน่าจะช่วย 60% ประชาชนออก 40% เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายของประชาชน
ส่วนตัวตนมองว่าโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นมาตรการที่เห็นผลในด้านกระตุ้นการบริโภคโดยตรง เพราะช่วยให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนเรื่องเงื่อนไขและรายละเอียดจากภาครัฐ หลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการ
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ส่วนข้อกังวลด้านฐานะการคลัง เชื่อว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวินัยการคลังเดิม โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 66.6% จากเพดาน 70% จึงยังมีช่องว่างเหลืออีกประมาณ 4-5% ซึ่งคิดเป็นวงเงินหลายแสนล้านบาทที่ยังสามารถใช้ได้
นอกจากนี้ รัฐบาลอาจใช้งบประมาณจากการประหยัดรายจ่ายภาครัฐ เช่น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น งดการเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ รวมถึงนำงบกลางจากส่วนราชการต่าง ๆ มารวมกันเพื่อจัดสรรช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง และได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากหลายปัจจัย อย่างไรก็ตาม มองว่าเม็ดเงินของรัฐมีจำกัด ดังนั้นอาจต้องพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับสิทธิตามความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
“รัฐบาลต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้สำหรับสถานการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต เพราะหากใช้เม็ดเงินจนเต็มเพดาน 70% แล้วเกิดวิกฤตซ้ำซ้อน การจะไปขออนุมัติขยายเพดานหนี้จากสภาฯ ให้เป็น 75% จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก” นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ยังพอมีความหวังเติบโตจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้ามูลค่าสูงที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐยังเดินหน้าได้ภายใต้อัตราภาษี 10% และอยู่ระหว่างการเจรจามาตรการทางการค้าเพิ่มเติม
ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าและการขนส่ง โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหารซึ่งยังสามารถส่งออกได้ เพียงแต่ต้นทุนภายในประเทศยังอยู่ในระดับสูง