“เออร์โก ประกันภัย” วางกลยุทธ์รักษาเสถียรภาพธุรกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ไม่เร่งโตแต่เน้นกำไร–สมดุลพอร์ต ผนึก Zurich Cover-More เปิดตัวประกันเดินทาง “ERGO Travel Guard” ตั้งเป้าติด Top 3 ภายใน 3 ปี พร้อมรุกขยายประกันสุขภาพเสริม–กลุ่ม SME เพิ่มสัดส่วนธุรกิจใหม่

นายอิศรศักดิ์ เทศรัตนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออร์โก ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในเครือ ERGO Group และ Munich Re ยักษ์ใหญ่ด้านการรับประกันภัยระดับโลก เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ว่า บริษัทจะไม่เน้นการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่จะให้ความสำคัญกับการสร้าง “ความยั่งยืน” (sustainability) ผ่านการบริหารพอร์ตโฟลิโอให้สมดุล การรักษาระดับความสามารถในการทำกำไร รวมถึงการควบคุมอัตราส่วนทางการเงินและความมั่นคงขององค์กรเป็นหลัก

แนวทางดังกล่าวเป็นผลจากความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และผลกระทบที่แตกต่างกันในแต่ละเซ็กเมนต์ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้น ปริมาณธุรกรรม และมูลค่าทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกันที่มีความผันผวนสูง

“บางคนอาจมองว่าสงครามกระทบไม่มาก แต่ในบางกลุ่มธุรกิจได้รับผลกระทบชัดเจน ทั้งต้นทุนและปริมาณธุรกิจที่เปลี่ยนไป”

นายอิศรศักดิ์ กล่าวพร้อมระบุว่าบริษัทจึงต้องทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าและพันธมิตร เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ประกันภัยสามารถตอบโจทย์ความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงได้จริง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประกันสุขภาพแบบ OPD หรือแบบครอบคลุม (comprehensive) ดังนั้บริษัทยังไม่มีแผนเข้าสู่ตลาดในระยะสั้น เนื่องจากความเสี่ยงจาก Medical Inflation และความไม่แน่นอนในหลายด้าน

สำหรับเป้าหมายทางการเงิน บริษัทจะให้ความสำคัญกับการรักษาระดับกำไรและเสถียรภาพมากกว่าการเร่งเติบโต แม้ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหว ซึ่งทำให้มีภาระค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น

ด้านกลยุทธ์การเติบโต ล่าสุดบริษัทได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Zurich Cover-More ผู้เชี่ยวชาญด้านบริการช่วยเหลือการเดินทางชั้นนำในเครือ Zurich Insurance Group เพื่อเปิดตัว “ERGO Travel Guard” ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ ที่คุ้มครองอุบัติเหตุและสุขภาพ รวมถึงเที่ยวบินล่าช้าหรือยกเลิก เริ่มต้น 186 บาท จุดเด่นคือสามารถแอดมิดโรงพยาบาลในต่างประเทศได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องสำรองจ่าย คุ้มครองผู้เดินทางอายุ 0-80 ปี

“ปัจจุบันอัตราการทำประกันภัยการเดินทางของคนไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ทั้งที่การเดินทางมีความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ภาษา อาหาร และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งความร่วมมือนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการส่งมอบมาตรฐานความคุ้มครองระดับโลกที่ออกแบบมาเพื่อนักเดินทางชาวไทยโดยเฉพาะ เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ไร้กังวลในทุกจุดหมาย”

สำหรับผลิตภัณฑ์ ERGO Travel Guard ได้รวบรวมความเสี่ยงที่นักเดินทางต้องเผชิญ มาเปลี่ยนเป็นความคุ้มครองที่มากถึง 29 รายการ, โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก

1.ชีวิตและสุขภาพ ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเมื่อแอดมิด รวมถึงการเคลื่อนย้ายฉุกเฉิน

2.ความไม่สะดวกในการเดินทาง ดูแลกรณีเที่ยวบินล่าช้า , การถูกปฏิเสธการขึ้นเครื่อง (Overbooking), การยกเลิกทริป และความคุ้มครองใหม่ล่าสุดคือ ค่าชดเชยการฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยง(สุนัขและแมว) หากเจ้าของเดินทางกลับถึงไทยล่าช้าจากเหตุสุดวิสัย

3.ทรัพย์สิน คุ้มครองความเสียหายหรือสูญหายของกระเป๋าเดินทาง, พาสปอร์ต, เงินสด, รวมถึงทรัพย์สินมีค่า เช่น กล้องถ่ายรูป หรือกรณีรถเช่าถูกทุบขโมยทรัพย์สิน,

4.ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก คุ้มครองความรับผิดทางกฎหมายในต่างประเทศ รวมถึงการถูกโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อนำไปใช้จ่าย

นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายความช่วยเหลือทางการแพทย์ระดับสากล หรือบริการ Medical Assistance ที่ผ่านศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน 14 แห่งทั่วโลกที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน โดยมีศูนย์ประสานงานในกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ที่จัดเตรียมทีมแพทย์ 5 ท่าน และพยาบาล 2 ท่านที่พูดภาษาไทยได้ เพื่อสื่อสารและให้คำปรึกษาแก่นักเดินทางชาวไทยโดยเฉพาะ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการให้บริการช่วยเหลือลูกค้าทั่วโลกกว่า 600,000 ราย และมีเคสทางการแพทย์ถึง 30,000 ราย

โดยปัจจุบัน Global Travel Guard ให้บริการลูกค้ามากกว่า 20 ล้านรายต่อปีทั่วโลก

บริษัทตั้งเป้าขยายธุรกิจประกันเดินทาง โดยวางเป้าหมายขึ้นสู่ 3 อันดับแรกของตลาดภายใน 3 ปี โดยประเมินว่าต้องมีเบี้ยประกันไม่ต่ำกว่า 350 ล้านบาท ทั้งนี้ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่สูงเมื่อเทียบกับภาพรวมตลาด แต่บริษัทมองว่าประกันเดินทางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างแบรนด์ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ซึ่งยังคงเดินทางท่องเที่ยวได้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

นายอิศรศักดิ์ กล่าวด้วยว่าบริษัทยังมีแผนต่อยอดผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุบัติเหตุและสุขภาพ โดยเน้นประกันสุขภาพเสริม (supplemental health) มากกว่าประกันสุขภาพเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของบริษัทในตลาดยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี

สำหรับภาพรวมพอร์ตธุรกิจ บริษัทตั้งเป้าลดสัดส่วนประกันรถยนต์จากปัจจุบันประมาณ 60% ลงมาอยู่ที่ 50-55% เพื่อสร้างสมดุล โดยจะเพิ่มสัดส่วนในกลุ่มอุบัติเหตุ สุขภาพ และประกันทรัพย์สิน รวมถึงประกันเฉพาะทาง (specialty insurance) โดยเน้นกลุ่มลูกค้า SME ซึ่งยังมีช่องว่างในการเข้าถึงประกันภัย โดยเฉพาะความคุ้มครองด้านความรับผิด (liability)

“ผู้ประกอบการจำนวนมากยังเน้นทำประกันทรัพย์สิน แต่ยังไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงด้าน liability ซึ่งจริง ๆ แล้วมีความสำคัญมาก”นายอิศรศักดิ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน