แอตต้าฟาด 4 ปมเก็บภาษีเที่ยวนอก ชี้เสียมากกว่าได้ จี้รัฐลงทุนพัฒนาคน
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า การผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน รัฐบาลต้องมองข้ามการดึงเม็ดเงินระยะสั้นจากกระเป๋าประชาชน และหันมามองภาพคนไทยที่เดินทางออกต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนทางการทูต (Ambassadors) และสินทรัพย์ในการเจรจาต่อรองของประเทศ
แนวคิดการเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ (Exit Fee) 1,000 บาท จึงควรยกเลิก และหันมาสนับสนุนยุทธศาสตร์ Two-Way Tourism หรือการท่องเที่ยวแบบแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นวิถีทางเดียวที่จะทำให้การท่องเที่ยวของไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำระดับโลกได้อย่างแท้จริง
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า ในฐานะประเทศที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว ประเทศไทยมักมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound Tourism) เป็นหลัก จนปัจจุบันตลาดอินบาวด์มีขนาดใหญ่กว่าตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศ (Outbound Tourism) ถึง 3 เท่าตัว แต่บริบทการท่องเที่ยวโลกได้เปลี่ยนไป
การทำตลาดแบบขาเดียวไม่เพียงพออีกแล้ว การขับเคลื่อนนโยบาย จำเป็นต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบแลกเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ มากกว่าการออกมาตรการสกัดกั้นอย่างการเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ
“การเดินหน้ายุทธศาสตร์ Two-Way Tourism ผ่านการยกระดับบทบาทบนเวทีโลก ปรับสถานะสู่ พันธมิตรการท่องเที่ยวแบบสองทางคือการแลกเปลี่ยนตลาดอย่างสมดุล การที่ประเทศไทยเป็นทั้งผู้รับและผู้ส่งออกนักท่องเที่ยว จะช่วยยกระดับการทำตลาดจากการเป็นเพียงผู้ขายสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับนานาประเทศ สามารถเพิ่มอำนาจการเจรจาระหว่างประเทศ เพราะการมีตลาดเที่ยวนอกที่แข็งแกร่ง ทำให้ไทยมีตำแหน่งที่สูงขึ้นและมีความเสมอภาคในการเจรจาข้อตกลงระดับทวิภาคี อาทิ การยกเว้นวีซ่า (วีซ่าฟรี) หรือข้อตกลงทางการค้า ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม” นายอดิษฐ์ กล่าว
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า การเดินทางคือการลงทุนในทุนมนุษย์ และซอฟต์พาวเวอร์ ถือเป็นการพัฒนาวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ เพราะการเดินทางต่างประเทศไม่ใช่เพียงเรื่องของความบันเทิง แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่แฝงไปด้วยการเรียนรู้ (Experiential Learning) การเปิดโลกทัศน์ และการรับนวัตกรรมใหม่ๆ กลับมาพัฒนาประเทศตัวเอง ทำให้ประชาชนถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ดีที่สุด การลงทุนพัฒนาบุคลากรให้มีมารยาททางสังคมระดับสากล และเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ถือเป็นการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลัง การที่นักท่องเที่ยวไทยปฏิบัติตัวดีในต่างแดน คือการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลกโดยตรง
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า แนวคิดการจัดเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ (Exit Fee) นอกจากจะย้อนแย้งกับยุทธศาสตร์การสร้างอำนาจต่อรองบนเวทีโลกแล้ว ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ (Ripple Effect) ในหลายมิติที่อาจสร้างความเสียหายมากกว่ารายได้ที่รัฐประเมินไว้ ได้แก่
1.วิกฤตโครงสร้างต้นทุนสายการบิน ที่ต้องพึ่งพาอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ทั้งขาไปและขากลับ หากคนไทยเดินทางน้อยลง สายการบินจะต้องแบกรับต้นทุนที่นั่งว่างในขาออก ส่งผลให้สายการบินจำเป็นต้องขึ้นราคาตั๋วโดยสารขาเข้า (Inbound) เพื่อชดเชยต้นทุน ท้ายที่สุดนโยบายนี้จะทำให้ต้นทุนการเดินทางมาไทยสูงขึ้น และทำลายความสามารถในการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยเอง
2.ลดทอนอำนาจต่อรองและความเสี่ยงทางการทูต เพราะขัดแย้งกับนโยบายเปิดประเทศและวีซ่าฟรี อำนวยความสะดวกให้พาสปอร์ตไทย การตั้งกำแพงภาษีขาออกถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงลบที่ย้อนแย้ง และอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางภาษีหรือการเข้มงวดวีซ่าจากประเทศคู่ค้า
3.อุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน การเพิ่มต้นทุนให้กับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ นักลงทุนที่ต้องเดินทางไปดูงาน เจรจาการค้า หรือเข้าร่วมงานจัดแสดงสินค้า (ไมซ์) ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสในการขยายตลาดของธุรกิจไทย
และ 4.ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาส หากเก็บภาษีที่อัตรา 1,000 บาท ไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีฐานะร่ำรวย แต่กลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่สำหรับนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มคนชั้นกลางที่ต้องการเดินทางไปศึกษาหาความรู้ หรือเปิดโลกทัศน์ด้วยงบประมาณจำกัด ถือเป็นการตัดโอกาสการพัฒนาตนเองของประชาชน