เอไอเอส เผย The New Engine of Nation : และ Digital Infrastructure กับอนาคตไทย ในงานสัมมนา “Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ”
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายภูพา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส (AIS) กล่าวในหัวข้อ The New Engine of Nation : และ Digital Infrastructure กับอนาคตไทย ในงานสัมมนา “Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ” ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยเครือมติชน
นายภูพา กล่าวว่า หลายคนอาจรู้จัก AIS ในฐานะผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ แต่ปัจจุบัน AIS มีบทบาทมากกว่านั้น โดยเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร ทั้งเครือข่ายโทรคมนาคม บรอดแบนด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และบริการดิจิทัลสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
AIS มีโครงข่ายครอบคลุมกว่า 95% และมีการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการไฮเปอร์สเกลระดับโลกหลายราย ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเครือข่ายของบริษัท ทำให้สามารถรองรับการรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน โดยข้อมูลที่ไหลผ่านระบบมีระดับ 41 เพตะไบต์ต่อวัน หรือเทียบเท่ากับการรับชมภาพยนตร์ต่อเนื่องหลายล้านชั่วโมง
“สิ่งที่เราเห็นจากข้อมูลเหล่านี้ คือ พฤติกรรมการใช้งานของโลกกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ผู้ใช้งานเป็นดาวน์โหลดข้อมูล แต่เมื่อเข้าสู่ยุค AI ผู้ใช้งานเริ่มเป็นอัพโหลดมากขึ้น ส่งข้อมูลออกไปให้ระบบ AI ประมวลผล แล้วรับผลลัพธ์กลับมา ทำให้ทราฟฟิกการส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน” นายภูพากล่าว
นายภูพา กล่าวต่อว่า จากข้อมูลเชิงสถิติที่ AIS มีอยู่ บริษัทสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การกระจายตัวของผู้ใช้งาน และแนวโน้มการเคลื่อนย้ายของประชากร เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ๆ ได้ อาทิ ข้อมูลจากเครือข่ายสามารถช่วยให้ภาคธุรกิจทราบว่าห้างสรรพสินค้าแต่ละแห่งมีกลุ่มลูกค้าประเภทใดเข้าใช้บริการ หรือพื้นที่ใดมีประชากรแฝงจำนวน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้วางแผนธุรกิจ การตลาด และการบริหารจัดการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อ ระบบประมวลผล และข้อมูล โดย AIS มีความพร้อมครบทั้งระบบ 5G เครือข่ายอัจฉริยะ คลาวด์ AI และ Data Analytics รวมถึง Digital Platform และ APIs ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การทรานส์ฟอร์มภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ตัวอย่างความร่วมมือกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยใช้ข้อมูลจากเครือข่ายโทรคมนาคมมาวิเคราะห์ประชากรแฝง การเดินทาง และพฤติกรรมการใช้งานพื้นที่ เพื่อช่วยออกแบบผังเมือง วางระบบสาธารณูปโภค และบริหารจัดการทรัพยากรให้สอดคล้องกับจำนวนประชากรจริงในแต่ละช่วงเวลา การวางแผนพัฒนาเมืองในปัจจุบันไม่สามารถใช้ความรู้สึกได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยข้อมูลจริงและ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้การตัดสินใจแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายภูพา กล่าวว่า AIS ยังร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เพื่อพัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะในภาคอุตสาหกรรม โดยใช้เทคโนโลยี 5G ควบคุมรถบรรทุกไฟฟ้าไร้คนขับภายในพื้นที่เหมืองและโรงงานแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ Intelligent Transportation Management ซึ่งสามารถรับส่งข้อมูลและประมวลผลได้อย่างรวดเร็วในระดับเสี้ยววินาที ช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดการใช้เชื้อเพลิงได้ถึง 75% ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 35% และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอีกประมาณ 10%
“5G ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายมือถือความเร็วสูง แต่เป็นหัวใจสำคัญของระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ AI เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องอาศัยการรับส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ และมีค่าความหน่วงต่ำมาก”
ปัจจุบัน AIS ได้นำ AI มาใช้บริหารจัดการโครงข่ายของบริษัทเอง เพื่อวิเคราะห์ปริมาณการใช้งานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือกิจกรรมขนาดใหญ่ อาทิ งานปีใหม่หรือคอนเสิร์ต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายและลดปัญหาสัญญาณติดขัด นอกจากนี้บริษัทยังนำ AI มาใช้ในระบบคอลเซ็นเตอร์และบริการลูกค้า ซึ่งพบว่าผู้ใช้งานเริ่มคุ้นเคยกับการสื่อสารกับ AI มากขึ้น เนื่องจากสามารถให้ข้อมูลได้รวดเร็ว ชัดเจน และมีมาตรฐานเดียวกัน
“วันนี้ AIS ไม่ใช่เพียงบริษัทผู้ให้บริการมือถือ แต่เป็น Digital Infrastructure Provider ที่มีทั้งระบบ 5G อัจฉริยะ ระบบคลาวด์ เทคโนโลยี AI และ Data Analytics รวมถึง Digital Platform และ APIs เพื่อสนับสนุนการทรานส์ฟอร์มภาคอุตสาหกรรม เรามุ่งเสริมศักยภาพให้ประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน” นายภูพากล่าว