ธปท. ออกมาตรการ “SMEs Secure+” หวังให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่ม โดยสัญญาณผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาชั่วคราว 12 เดือน ใช้หลักประกันแทนกระแสเงินสด หนุนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความไม่แน่นอนสูง ธปท.ได้เตรียมชุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ไว้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยล่าสุดได้ออกมาตรการมีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง หรือ “SMEs Secure+” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่เน้นการเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ให้สถาบันการเงินนำมูลค่าหลักประกันมาประกอบการพิจารณากระแสเงินสดของลูกหนี้แทนที่จะพิจารณาเพียงกระแสเงินสด หรือสถานะทางการเงินในปัจจุบันที่อาจได้รับผลกระทบชั่วคราวและไม่ใช่สถานะปกติ

มาตรการ “SMEs Secure+” ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจ “ที่มีหลักประกัน” แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในภาวะปกติ ซึ่งหลักประกันจะมี 2 แบบ คือ 1.หลักประกันเดิม ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้กระแสเงินสดติดขัด รายได้หรือกำไรจากการทำธุรกิจปรับลดลง จึงเอาหลักประกันเดิมมาใช้เพื่อขอสินเชื่อเพิ่มเติม และ 2.หลักประกันใหม่ หรือหลักประกันปลอดภาระมาขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน”

จุดเด่นของ “SMEs Secure+” คือ ธปท.ส่งสัญญาณผ่อนคลายเกณฑ์กำกับให้กับสถาบันการเงินอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน โดย ธปท. อนุญาตให้ธนาคารผ่อนเกณฑ์การพิจารณาเรื่องของกระแสเงินสดหรือรายได้ที่ลดลงในช่วงที่ได้รับผลกระทบมาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาสินเชื่อ โดยให้พิจารณาความสามารถในการหารายได้ในช่วงภาวะปกติแทน รวมถึงหากเป็นหลักประกันเดิมไม่ต้องวิเคราะห์ใหม่ เพื่อให้โอกาสสถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากกว่าเดิม และธุรกิจมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น โดย ธปท.จะผ่อนปรนเกณฑ์ชั่วคราว 12 เดือน

“ไม่เคยมีครั้งไหนที่ ธปท.ผ่อนปรนการพิจารณาเรื่องกระแสเงินสดให้ชั่วคราว 12 เดือน แต่เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบระยะสั้น จากราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรลดลงหรือกระแสเงินสดติดขัด สามารถขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น คาดว่าธนาคารจะทยอยออกโปรดักต์ภายใน 1-2 เดือนนี้ และทยอยสื่อสารผ่านสาขาต่อไป” นายวิทัยกล่าว

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า โครงการ “SMEs Secure+” เป็นนโยบายของ ธปท.ที่ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่อง จากแนวโน้มสภาพคล่องของเอสเอ็มอีที่หดตัว ธปท.จึงปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยให้น้ำหนักเรื่องของหลักประกันคนที่มีที่ดิน บ้าน รถยนต์ ที่เป็นทรัพย์สินของตัวเอง หรืออาจจะเป็นของญาติพี่น้อง สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้

“ลูกค้ากลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2 หรือ SM) จากเดิมสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากพิจารณาจากกระแสเงินสด (Cash Flow) เริ่มเห็นสัญญาณกระท่อนกระแท่น ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ที่ต้องการสินเชื่อและไม่ได้สินเชื่ออาจจะหนีไปกู้เงินนอกระบบ หรือผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าในระบบ” นายศักดิ์ชัยกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน